1 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแผนพัฒนาในภาพรวมของประเทศ ซึ่งแต่ละฉบับเป็นเสมือนกระจกสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในแต่ละสมัย สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอนุภาคที่เห็นได้ชัดคือ แผนพัฒนาฯฉบับที่ 5 ซึ่งกำหนดให้มีการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก คือ คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะได้รับการพัฒนาให้เป็น “แหล่งอุตสาหกรรมหลัก” ของประเทศในอนาคต เนื่องจากต้องการกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งในแผนพัฒนาฯฉบับต่อ ๆ มา อย่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6-7 ก็ยังคงส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่นี้อยู่ แต่ให้มีการเชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครให้มากขึ้น
จะเห็นได้ว่าแผนพัฒนาฯ ตั้งแต่ฉบับที่ 5-7 นั้นส่วนใหญ่จะเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมให้กระจายในภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่งผลต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมา ตัวอย่างที่เห็นได้ในพื้นที่ที่เกี่ยวโยงกับอนุภาคเช่น ปัญหาด้านมลภาวะในพื้นที่อุตสาหกรรมในสมุทรปราการ และมาบตาพุด เป็นต้น
แผนพัฒนาฯ ฉบับหลัง ๆ ได้แก่ฉบับที่ 8 – 10 จึงพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความสมดุลของเมืองกับชนบท เช่นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เน้นการพัฒนาโดยยึดหลักทางสายกลาง เน้นการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมและบริการที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ เกิดสมดุลกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วม มีความพยายามให้ท้องถิ่นทุกระดับร่วมกันจัดทำวิสัยทัศน์ร่วม และกระจายบทบาทการวางผังเมืองให้ท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังคงกล่าวถึงในพัฒนาฯฉบับที่ 10 ด้วย
การพัฒนาพื้นที่อนุภาคให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปัจจุบันจึงควรพิจารณาถึงฐานการพัฒนาเดิมของพื้นที่อนุภาค เน้นการพัฒนาอย่างมีสมดุลระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท และต้องมีการจำกัดการขยายตัวของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะขยายตัวจากโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเข้ามาในอนุภาคไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เดิม
2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย
ยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2549-2553 ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2549 โดยมีวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยมีระบบโลจิสติกส์ที่ได้มาตรฐานสากล (World class โลจิสติกส์) เพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการค้าภูมิภาคอินโดจีน ยุทธศาสตร์พัฒนาโลจิสติกส์นี้ได้ตั้งประเด็นยุทธศาสตร์ไว้ 5 ประเด็น โดยมี 3 ประเด็นที่สำคัญและเกี่ยวข้องต่อการพัฒนาพื้นที่อนุภาคคือ
1. การเปิดเส้นทางการค้าและสร้างประสิทธิภาพสูงสุดของเครือข่ายโลจิสติกส์ (New Trade Lanes and Logistics Network Optimization) ซึ่งประเด็นที่สำคัญต่อพืนที่อนุภาคคือ การสนับสนุนให้มีศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้า ตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ โดยจังหวัดที่มีศักยภาพดังกล่าวได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ และจังหวัดสระแก้ว ซึ่งสองจังหวัดแรกนั้นเป็นจังหวัดที่เชื่อมโยงกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในกลุ่มประเทศ GMS และเอเชียใต้ ส่วนจังหวัดสระแก้ว เป็นประตูการค้าชายแดน ไปยังประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ประเด็นยุทธศาสตร์นี้ยังส่งเสริมการขนส่งสินค้าโดยรถไฟ ซึ่งเป็นการขนส่งที่มีต้นทุนถูกกว่ารถบรรทุก และช่วยประหยัดพลังงาน เส้นทางโครงการรถไฟที่ผ่านพื้นที่อนุภาคเช่น เส้นทางรถไฟรางคู่ คลองสิบเก้า - แก่งคอย และ สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไปในหัวข้อโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
2. การพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
(โลจิสติกส์ Service Internationalization) โดยส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุนและความร่วมมือเชิงพันธมิตร (Strategic Alliance) ระหว่างผู้ให้บริการของไทย และระหว่างผู้ให้บริการของไทยกับผู้ให้บริการขนาดเล็กหรือขนาดกลางของต่างประเทศ ประเด็นยุทธศาสตร์นี้มีแนวโน้มที่จะส่งเสริมการร่วมลงทุน ระหว่างไทยกับกัมพูชา ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ร่วมกัน เช่น คลังสินค้า และรถบรรทุก หากในอนาคตมีการพัฒนาเมืองคู่แฝด และนิคมอุตสาหกรรมร่วม ตามยุทธศาสตร์ ACMECS เสนอไว้
3. การยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation
Enhancement) โดยปรับปรุงระบบภาษีและพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการขนส่งสินค้านำเข้า-ส่งออก และการขนส่งสินค้าถ่ายลำ ให้มีความเอื้ออำนวยต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้า จังหวัดในอนุภาคที่มีธุรกิจการส่งออก เช่น ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ จะได้รับประโยชน์จากความสามารถส่งออกสินค้าในแต่ละวันได้มากขึ้น ส่วนจังหวัดสระแก้วจะเพิ่มบทบาทหน้าที่เป็นประตูการค้า ศูนย์กลางศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จ เชื่อมโยงกับกัมพูชา และท่าเรือแหลมฉบัง
แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย ต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1. จังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากอยู่ใกล้และมีการเข้าถึงสะดวกมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในเขตปริมณฑล โดยจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ด้าน อาหาร ผัก ผลไม้สด ดอกไม้ แฟชั่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ และเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับการขนส่งทางอากาศตามที่ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ได้เสนอไว้
2. จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า เนื่องจากมีโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงพื้นทีภูมิภาคต่าง ๆ และมีโครงการเส้นทางรถไฟรางคู่ทั้งสองสายผ่าน คือ สายคลองสิบเก้า-แก่งคอย และสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง จึงเป็นพื้นที่ที่ได้เปรียบในด้านการเชื่อมโยงวัตถุดิบ และสินค้าจากฝั่งตะวันออก ท่าเรือส่งออกแหลมฉบัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และประเทศกัมพูชา
3. นอกเหนือจากการพัฒนาระบบการขนส่งทางรถไฟภายในประเทศแล้ว ควรมีการพัฒนาระบบรางให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่องไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อสนับสนุนการนำเข้าและส่งออกชายแดนให้มีความสะดวก และประหยัดต้นทุนการขนส่งมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อดึงดูดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมร่วม ในเขตชายแดนสระแก้วกับปอยเปต ในประเทศกัมพูชา ตามที่ยุทธศาสตร์ ACMECS และผังประเทศได้เคยเสนอไว้
3 นโยบายเขตส่งเสริมการลงทุน (EPZ)
นโยบายเขตส่งเสริมการลงทุนเกิดจากเป็นนโยบายที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment - BOI) ต้องการจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม หรือในเขตจังหวัดที่กำหนดเพื่อกระจายการผลิตไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยในแต่ละเขตการลงทุนจะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกัน คณะกรรมการได้แบ่งเขตการลงทุนออกเป็น 3 เขต ตามปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยใช้รายได้และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานของแต่ละจังหวัดเป็นเกณฑ์ ดังนี้ (รูปที่ 2.4.4-1)
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับได้แก่ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามเขตการลงทุน ตัวอย่างเช่น การลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามขนาดของการลงทุน การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น เป็นต้น โดยเขตที่ได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุดคือเขต 3 ซึ่งเป็นเขตที่ประกอบไปด้วยจังหวัดที่มีรายได้ต่ำ รองลงมาคือเขต 2 และ เขต 1 ตามลำดับ โดยกิจการที่ตั้งอยู่ในนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่ากิจการที่ตั้งอยู่ภายนอกในเขตส่งเสริมการลงทุนเดียวกัน
จังหวัดในกลุ่มอนุภาคถูกจัดอยู่ในเขตส่งเสริมทั้ง 3 เขต กล่าวคือ เขต 1 ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา และนครนายก และเขต 3 ประกอบด้วย จังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยแต่ละเขตมีนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ซึ่งจังหวัดในกลุ่มอนุภาคที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการประกอบกิจการอุตสาหกรรมมากที่สุดคือ จังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะลงทุนในเขตประกอบการอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี และสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในอำเภอกบินทร์บุรี สวนอุตสาหกรรม 304 ในอำเภอพนมสารคาม สำหรับในจังหวัดสระแก้วนั้นถึงแม้ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างมาก แต่ในปัจจุบันยังไม่มีนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมภายในจังหวัด กิจการอุตสาหกรรมที่อยู่ในจังหวัดสระแก้วส่วนใหญ่ยังคงเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่เกี่ยวกับการเกษตร อย่างไรก็ตามในอนาคตจังหวัดสระแก้วอาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนทางอุตสาหกรรมมากขึ้น หากภาครัฐให้การส่งเสริมตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนและตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ACMECS ที่จะส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่มีความเป็นไปได้คืออุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการส่งออกชายแดน ไทย-กัมพูชา
ข้อสังเกตจากข้อมูลเขตส่งเสริมการลงทุนอย่างหนึ่งคือ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังที่กล่าวไปแล้วก็ตาม นิคมอุตสาหกรรม และเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรียังมีที่ว่างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาถึงต้นทุนในการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรมอาจจะมีมูลค่าที่สูงกว่าการตั้งโรงงานในพื้นที่ภายนอกนิคมและเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม ในอนาคตหากจะส่งเสริมให้การผลิตอุตสาหกรรมเข้ามารวมกลุ่มในรูปแบบของนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในอนุภาค จำเป็นต้องมีมาตรการ และแรงจูงใจ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐให้มากขึ้นกว่าเดิม
แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากนโยบายเขตส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม ต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1) จังหวัดสมุทรปราการมีแนวโน้มที่จะตอบรับกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเขต 1 ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าจังหวัดอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีฐานการผลิตมานานแล้ว และอยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นแหล่งตลาดใหญ่ของประเทศ ทำให้ประหยัดต้นทุนในการขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่ตลาด การพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการจึงมีแนวโน้มว่าควรจะพัฒนาให้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อสะดวกต่อการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการป้องกันการพัฒนาแบบไร้ทิศทาง (sprawl) ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากทางภาครัฐ
2) การพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดปราจีนบุรี การส่งเสริมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังไม่เห็นผลที่เด่นชัดนัก หากพิจารณาจากข้อมูลที่ว่างในนิคมอุตสาหกรรมและเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมีต้นทุนที่สูงกว่าการตั้งโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามจังหวัดทั้งสองจัดได้ว่ามีฐานเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้ว และยังมีโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงที่ได้เปรียบกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในอนุภาค การส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมจึงควรพิจารณาต้นทุนการลงทุนตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ ทางภาครัฐเองควรเพิ่มมาตรการแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนการจัดตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย
3) สำหรับจังหวัดสระแก้ว นโยบายส่งเสริมการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ทางภาครัฐยังต้องสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมขนส่งที่มีความสะดวกมากขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม ตลอดจนการส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ BOI ให้การสนับสนุน ทางภาครัฐควรสนับสนุนการผลิตที่เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปตโอเนียงประเทศกัมพูชา เพื่อประหยัดต้นทุนด้านวัตถุดิบ และแรงงาน และอาศัยความได้เปรียบจากการมีอาณาเขตติดประเทศเพื่อนบ้าน
4 ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด
ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดหรือยุทธศาสตร์ CEO มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนากลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครนายก จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้วโดยสังเขปมีดังนี้
(1) แหล่งรองรับการขยายตัวของเมืองหลวงและสนามบินสุวรรณภูมิ
(2) ศูนย์กลางแพทย์แผนไทยและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับชาติและนานาชาติ
(3) ศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสู่ตลาดโลก เปิดประตูสู่อินโดจีน
แนวโน้มการพัฒนายุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว
เนื่องจากพื้นที่อนุภาคเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กับ ภาคตะวันออก แนวโน้มการพัฒนาส่วนใหญ่จึงมีความเกี่ยวเนื่องกับกรุงเทพมหานคร และโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ดังจะเห็นได้จากยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้อนุภาคเป็นแหล่งรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานครและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสู่ตลาดโลก นอกจากนี้พื้นที่อนุภาคยังมีส่วนที่ติดกับชายแดนกัมพูชา ซึ่งเป็นประตูสู่การค้าชายแดนอินโดจีน ทำให้บทบาทของอนุภาคมีความหลากหลายมากและต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ประกอบกับด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ของอนุภาค บางพื้นที่มีความเปราะบาง อาทิเช่นพื้นที่ต่ำน้ำท่วมถึงในจังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ชายฝั่งในจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา พื้นที่ป่าต้นน้ำ ในจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว ตลอดจนผลกระทบจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในด้านมลภาวะ ในการพัฒนาจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อระบบนิเวศน์ในอนุภาคเป็นสำคัญ
5 ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด
กลุ่มจังหวัดในพื้นที่ศึกษาประกอบด้วย จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครนายก จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมียุทธศาสตร์ของการพัฒนาโดยสังเขปดังนี้
1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสมุทรปราการ
(1) ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics Center) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(2) ศูนย์กลางอุตสาหกรรมต่อเนื่องและเชื่อมโยง (Industrial Cluster) สู่ตลาดโลก
(3) แหล่งรองรับการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ
(4) ยุทธศาสตร์รองรับยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง
(5) การแก้ไขปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้
(6) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครนายก
(1) เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก(อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ )
(2) เป็นแหล่งรองรับการขยายตัวของเมืองหลวงและสนามบินสุวรรณภูมิ
(3) เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา(1) เพื่อเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมสู่ตลาดโลก
(2) เพื่อให้มีการเจริญเติบโตของเมืองอย่างสมดุลระหว่างเมืองและชนบท
(3) เพื่อคุณภาพชีวิตประชากรที่ดี
1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรี
(1) เป็นแหล่งรองรับที่อยู่อาศัย
(2) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และทับลาน)
(3) เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร
(4) เป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่อเนื่องและส่งออก
(5) เป็นศูนย์กลางการแพทย์แผนไทย
1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสระแก้ว
(1) ประตูสู่อินโดจีน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แหล่งกระจายสินค้า
(2) อุตสาหกรรมการเกษตร เป็นแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพ
(3) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(อุทยานแห่งชาติ ตาพระยาและปางสีดา)
แนวโน้มการพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัดที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว
1.จังหวัดสมุทรปราการมีเป็นจังหวัดที่ถูกกำหนดให้มีบทบาทต่าง ๆ มากที่สุดในอนุภาค ซึ่งตัวจังหวัดเองก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาตามยุทธศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่อการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอาหารซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมเดิมของจังหวัดอยู่แล้ว และยังมีพื้นที่ติดกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอันเป็นข้อได้เปรียบต่อการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ แต่ทั้งนี้การพัฒนาบทบาทต่าง ๆ ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อาจจะต้องคำนึงข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อม อาทิเช่นการเป็นพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง การกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง และผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาเหล่านี้ทำให้การพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการจะต้องมีความระมัดระวัง
2. จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก เนื่องจากมีมรดกโลกคืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของอนุภาค ในการพัฒนาให้เป็นแหล่งรองรับการขยายตัวของเมืองหลวงและสนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก จะส่งผลต่อการดึงดูดประชากรให้มาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น มีการใช้ทรัพยากรน้ำมากขึ้น และทำให้แหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินปนเปื้อนหากกิจกรรมการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสม จึงต้องมีความระมัดระวังในการพัฒนาในด้านทำเลที่ตั้งรองรับการขยายตัว และที่ตั้งอุตสาหกรรมการเกษตร ไม่ให้มีผลกระทบต่อแหล่งน้ำดังกล่าว
3. จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตร เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคกลาง มีผลผลิตข้าวมากที่สุดในกลุ่มจังหวัดในอนุภาค และยังเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ และยานยนต์ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาให้เป็นไปตามบทบาทที่ยุทธศาสตร์วางไว้
4. จังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีระบบนิเวศวิทยาที่มีความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากมีป่าต้นน้ำลำธาร ในการพัฒนาให้เป็นแหล่งรองรับที่อยู่อาศัย และเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้จึงต้องคำนึงข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อม และต้องมีการจำกัดทำเลที่ตั้งของการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและอุตสหากรรมเช่นเดียวกับจังหวัดนครนายก
5. จากบทบาทที่ยุทธศาสตร์จังหวัดสระแก้วกำหนดให้เป็นประตูสู่อินโดจีน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และแหล่งกระจายสินค้า ทำให้จังหวัดสระแก้วมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาสูงมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในอนุภาค เนื่องจากปัจจุบันจังหวัดสระแก้วยังคงมีการผลิตอุตสาหกรรมประเภทการเกษตรพืชพื้นถิ่น การพัฒนาจังหวัดสระแก้วอย่างรวดเร็วอาจส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมการเกษตรที่เป็นอยู่ ส่งผลต่อวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนในชุมชนได้ อีกทั้งการเป็นพื้นที่ชายแดน มีความอ่อนไหว้ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรมีการควบคุมในเรื่องของย่านการพัฒนาเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศให้เหมาะสม
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น