วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โครงการพัฒนาที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัด

โครงการพัฒนาที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัด ได้แก่ โครงการที่เชื่อมโยงกับเส้นทางคมนาคมหลักคือ เส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) และน่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและการค้าในกลุ่มอนุภาค โครงการดังกล่าวได้แก่

1 โครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (ESB)

การพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดยได้บรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2524-2529) เพื่อให้เป็นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งใหม่ของประเทศ และเพื่อกระจายความเจริญและกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกจากกรุงเทพมหานครอย่างเป็นระบบ เพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับตลาดโลก โดยเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งทางเรือของโลกกับฐานการผลิตอุตสาหกรรมสมัยใหม่ไว้ด้วยกัน ซึ่งโครงการยังได้ครอบคลุมจังหวัดฉะเชิงเทรา หนึ่งในจังหวัดอนุภาค และชลบุรี และระยองเป็นหลัก โดยเป้าหมายหลักคือพัฒนาพื้นที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีเป็นเมืองท่าสมัยใหม่ เป็นท่าเรือน้ำลึกระดับสากล และอุตสาหกรรมระดับกลางและระดับย่อมที่ไม่มีปัญหาทางมลพิษ และพื้นที่มาบตาพุด จังหวัดระยองเป็นเมืองอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมหลักที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่นี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก มีสัดส่วนมูลค่าจากการผลิตในผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศสูง (ในปี 2545 มีสัดส่วนร้อยละ 7-8) อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการกลุ่นและปิโตรเลียม อุตสาหกรรมโลหะขั้นมูลฐาน การผลิตรถยนต์ และเคมีภัณฑ์

แนวโน้มการพัฒนาและผลกระทบจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก (ESB) ที่มีต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1. เนื่องจากที่ดินบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกมีราคาสูง และมีการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมอย่างหนาแน่น การพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมจึงมีแนวโน้มจะขยายตัวสู่พื้นที่ตอนในมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ตอนบนของจังหวัดฉะเชิงเทรา ระยอง และชลบุรี เชื่อมต่อไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและบางส่วนของจังหวัดสระแก้ว ตามโครงข่ายถนนที่สามารถเชื่อมเข้าสู่ท่าเรือแหลมฉบังได้โดยง่าย ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวอาจรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรม ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการใช้ที่ดิน นอกจากนั้นการรุกล้ำเข้าไปใกล้พื้นที่ต้นน้ำทำให้เกิดการกักเก็บน้ำบริเวณต้น ก่อนที่น้ำจะไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของรัฐ ส่งผลต่อปริมาณน้ำกักเก็บ และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเสีย ขยะ อุตสาหกรรม มลพิษอากาศ จึงต้องมีการจัดการให้เกิดความสมดุลอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยไม่ส่งผลต่อการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
2. อุตสาหกรรมมีแนวโน้มการพัฒนาลักษณะเครือข่าย (cluster) จึงมีความต้องการพื้นที่ผืนใหญ่มากขึ้นเพื่อการตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวโยงกัน เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วน เป็นต้น พื้นที่บริเวณมาบตาพุด อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นฐานปิโตรเคมีในปัจจุบันอาจไม่เพียงพอต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในอนาคต และหากมีการขยายฐานการผลิตปิโตรเคมีเข้าสู่ระยะที่ 3 โดยสามารถครอบคลุมผลผลิตที่ได้มาจากสายอะโรมาติกส์ทั้งหมด จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีนัก อาจจะถูกแรงผลักออกจากฐานการผลิตเดิม ไปสู่พื้นที่รอบนอก เพื่อการประหยัดต้นทุนด้านทำเลที่ตั้ง หากในอนาคตมีการคมนาคมขนส่งที่ภาครัฐให้การสนับสนุนมากขึ้น และต้นทุนทางการขนส่งลดลง ซึ่งจังหวัดในกลุ่มอนุภาคมีความเป็นไปได้ที่จะรองรับอุตสาหกรรมที่ถูกผลักออกมา
3. อุตสาหกรรมมีแนวโน้มเป็นอุตสาหกรรมที่มีความทันสมัยมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีบทบาทสำคัญในพื้นที่ ได้แก่ปิโตรเคมี พลังงานยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็คโทรนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็ก แม่พิมพ์ อาหารพร้อมรับประทาน และ อุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่นอุปกรณ์การแพทย์ การวัดความเที่ยงและนาฬิกา ทำให้เกิดความต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น และต้องการการบริหารจัดการที่ทันสมัย เป็นสากล ส่วนอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะฝีมือมาก จะถูกผลักดันออกไปในพื้นที่อื่น ๆ ตลอดจนพื้นที่ชายแดนเช่นสระแก้ว หรือประเทศเพื่อนบ้านที่มีแรงงานราคาถูก แต่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติจำนวนมาก
4. การขาดแคลนน้ำเป็นข้อจำกัดที่สำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกต้องเผชิญกับการขาดแคลนน้ำจนถึงขั้นวิกฤตในฤดูแล้ง (มีมาตรการปันน้ำและจำกัดน้ำในกิจกรรมหลัก) จึงมีความเป็นไปได้ที่จะส่งเสริมให้อุตสาหกรรมบางประเภทไปอยู่ที่อื่น เช่น ในกลุ่มอนุภาคจังหวัด โดยใช้แรงจูงใจในด้านต่าง ๆ

2 โครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

โครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นโครงการระดับชาติที่รัฐบาลในสมัย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก และมีนโยบายให้เป็น ศูนย์กลางการบินภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นท่าอากาศยานที่ใช้แทนท่าอากาศยานกรุงเทพ เนื่องจากท่าอากาศยานกรุงเทพมีข้อจำกัดในการพัฒนา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีพื้นที่ 20,000 ไร่ ตั้งอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด ประมาณกิโลเมตรที่ 15 อยู่ในเขตตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันออก 25 กิโลเมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี โดยในระยะพัฒนาเต็มที่คาดว่าจะสามารถรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 100 ล้านคนต่อปี หรือประมาณรองรับปริมาณการขนถ่ายสินค้า 6.4 ล้านตันต่อไป จากบทบาทศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศของเอเชียเป็นตัวสนับสนุน ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
การพัฒนาโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นอกจากจะช่วยกระตุ้นให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน ซึ่งจะมีบทบาททางเกศรษฐกิจต่อจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ตลอดจนเกิดการไหลของแรงงานเข้ามาสู่พื้นที่โดยรอบโครงการ ทำให้เกิดความต้องการด้านที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นอีกมาก ดังรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไป คือ

แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากโครงการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่มีต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1) การพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับแรงงานในท่าอาศยานสุวรรณภูมิ
จากการคาดการณ์ จำนวนแรงงานที่จะเข้ามาอาศัยอยู่โดยรอบท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีจำนวนที่สูงมาก หน่วยงานภาครัฐอย่างเช่น การเคหะแห่งชาติจึงได้ทำการศึกษาหาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยเพื่อรองรับแรงงานดังกล่าว นอกจากนี้ภาคเอกชนต่าง ๆ ได้เข้ามาพัฒนาพื้นที่โดยรอบก่อนที่ท่าอากาศยานจะเปิดใช้ เช่นบริเวณถนนบางนา- ตราด ถนนเทพารักษ์ ในเขตจังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการจึงมีแนวโน้มที่พัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยรองรับแรงงานดังกล่าว อย่างไรก็ตามการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยรอบสุวรรณภูมิมีข้อจำกัด เนื่องจากมลภาวะทางเสียงจากท่าอากาศยานโดยเฉพาะในแนวเหนือใต้ของท่าอากาศยาน และปัญหาน้ำท่วม จึงทำให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยภาคเอกชนหยุดชะงัก การพัฒนาทีอยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวจึงควรมีข้อระมัดระวังในการพิจารณาถึงทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการพัฒนาที่อยู่อาศัย และมาตรการควบคุมที่เหมาะสม
2) การธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
บทบาทศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น จะเป็นตัวสนับสนุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และก่อให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจต่อเนื่องจากกิจกรรมการบินในพื้นที่โดยรอบท่าอากาศยาน และตามแนวเส้นทางคมนาคมขนส่งในพื้นที่ของจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ทำให้เกิดศูนย์ธุรกิจที่เกี่ยวข้องการบิน ศูนย์โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์จัดจำหน่ายสินค้า ศูนย์ธุรกิจด้านเทคโนโลยีข้อมูลและการสื่อสาร และตลาดค้าส่งซึ่งอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเติบโตขึ้นตามเส้นทางการขนส่งที่เชื่อมโยงกับท่าอากาศยาน
ประเภทของอุตสาหกรรมส่งออกที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จะต้องเป็นการผลิตที่เน้นความรวดเร็วเหมาะกับการผลิตในศตวรรษที่ 21 มีการกระจายตัวของแหล่งผลิต แหล่งประกอบการ และแหล่งจัดส่งสินค้าไปอยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ตามความต้องการของลูกค้าที่เน้นการได้รับสินค้าโดยเร็ว โดยอาจจำแนกสินค้าตามประเภทของการขนส่งได้ 3 ประเภทด้วยกัน คือ
1. โดยความต้องการการขนส่งที่รวดเร็ว เช่น อาหารทะเลสด ผลไม้สด และดอกไม้สด
2. กลุ่มสินค้ามูลค่าต่อหน่วยสูง อัญมณีและนาฬิกา เวชภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ เสื้อผ้าและแฟชั่น
3. กลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการบิน อิเล็กโทรนิกส์ บริการชิ้นส่วนเครื่องบิน อะไหล่และชิ้นส่วนยานยนต์
ประเภทของธุรกิจและอุตสาหการรมเหล่านี้ มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดที่มีความต่อเนื่องกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและมีฐานเศรษฐกิจอยู่แล้ว เช่น จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นฐานการผลิตอาหารอยู่เดิม และ ฉะเชิงเทราเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กโทรนิกส์

3) การเชื่อมโยงแหล่งอุตสาหกรรมกับการขนส่งทางอากาศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
จากบทบาทที่เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศ เกิดความได้เปรียบในการขนส่งสินค้าในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งทางอากาศ โดยมีระบบการส่งที่สามารถเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้อย่างสะดวกมีดังต่อไปนี้
เส้นทางที่ 1 เส้นทางรถไฟสายตะวันออก-อินโดจีน เป็นการเชื่อมโยงฐานการผลิตของภาค อุตสาหกรรมที่กลุ่มอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก และกลุ่มอุตสาหกรรมในจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากการขนส่งทางระบบรางมีความได้เปรียบเรื่องของราคาในการขนส่งที่ต่ำ และมีแนวโน้มการพัฒนาเป็นทางคู่
เส้นทางที่ 2 ทางด่วนพิเศษกรุงเทพฯ-ชลบุรี และทางหลวงหมายเลข 34 บางนา-บางปะกง สามารถเชื่อมต่อกับเขตอุตสาหกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก (ESB)
เส้นทางที่ 3 ถนนสุวินทวงศ์หมายเลข 304 สามารถเชื่อมต่อกับฐานการผลิตอุตสาหกรรมในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมเวลโกรว์ นิคมอุตสาหกรรม 304 และนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ ในจังหวัดฉะเชิงเทรา

3) โครงการคมนาคมขนส่งรองรับท่าอากาศยานที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่อนุภาคจังหวัด
การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางการบินของเอเชียตะวันออก ทำให้ภาครัฐต้องเร่งพัฒนาโครงการคมนาคมขนให้มีการเข้าถึงได้สะดวกจากจังหวัดปริมณฑล ส่งผลให้จังหวัดสมุทรปราการและฉะเชิงเทรามีระดับการเข้าถึงสูงขึ้นด้วย โครงการ

3 โครงการศึกษาเพื่อการสร้างเมืองใหม่และพัฒนาพื้นที่ (เมืองใหม่บริวารกรุงเทพมหานคร และเมืองใหม่ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก)
เหตุผลและความจำเป็น
จากการที่กรุงเทพมหานครเป็นเมืองศูนย์กลางเดี่ยวของประเทศก่อให้เกิดการกระจุกตัวของความเจริญในบริเวณกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจากข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่ากรุงเทพมหานครยังมีแนวโน้มเป็นเมืองศูนย์กลางเดี่ยว (primate city) ของประเทศต่อไป จากแนวคิดการพัฒนาประเทศและภาค เพื่อพัฒนาเมืองให้เกิดการเติบโตแบบหลายศูนย์กลาง สำหรับรองรับประชากรและแรงงานส่วนเกิน เป็นการกระจายประชากรและงานที่เพิ่มขึ้นเพื่อให้เกิดเมืองที่สมบูรณ์ในตัวเอง (Self – sufficient towns) ในลักษณะเมืองใหม่ (new towns) ในเขตชานเมือง หรือที่เรียกว่า เมืองใหม่บริวาร เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐจะต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพื่อกรุงเทพฯจะไม่เป็นศูนย์กลางการจ้างงานที่สำคัญของประเทศเพียงแห่งเดียว ลดการอพยพของคนในต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพื่อให้เกิดความเจริญที่สมดุลกันทั้งประเทศ และเพื่อเป็นนโยบายการพัฒนาด้านกายภาพ ที่สอดคล้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม โดยกระจายประชากร และกิจการทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการจ้างงานออกสู่ภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความคับคั่งของ Primate City และสร้างความเจริญทั่วประเทศ

เหตุผลในการเลือกพื้นที่เมืองใหม่บริวารกรุงเทพมหานคร และเมืองใหม่ อ.บ้านนา จ.นครนายก
พื้นที่เมืองใหม่บริวารกรุงเทพมหานคร นอกจากเมืองใหม่ที่อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายกแล้ว จากการวิเคราะห์เบื้องต้นสามารถกำหนดได้ว่าพื้นที่ในอำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก และอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีความเหมาะสมในการพัฒนาเป็นเมืองใหม่ เนื่องจาก
1. พื้นที่ทั้ง 4 เมืองตั้งอยู่ไม่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานคร และตั้งอยู่ในแนวเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงกรุงเทพมหานคร – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ – เมืองใหม่นครนายก ของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
2. พื้นที่ทั้ง 4 เมืองตั้งอยู่ใกล้แหล่งธรรมชาติระดับโลก คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
3. พื้นที่ทั้ง 4 เมืองมีต้นทุนราคาที่ดินที่ต่ำกว่าพื้นที่อื่นที่อยู่ในรัศมีโดยรอบกรุงเทพมหานคร เช่น จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนนทบุรี จังหวัดสมุทรสาคร เป็นต้น
บทบาทและวิสัยทัศน์ของเมืองใหม่ โดยสังเขปเมีดังต่อไปนี้
? เมืองใหม่บ้านนา เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศและธรรมชาติของพื้นที่ จึงถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งใหม่ของหน่วยราชการ เป็นเมืองศูนย์กลางราชการและรัฐสภาของประเทศที่มีลักษณะเมืองอุทยาน มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลัก คือ พาณิชยกรรมและเกษตรกรรม
? เมืองใหม่องครักษ์ เนื่องจากเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ องครักษ์ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพฯ รวมทั้งศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ จึงถูกกำหนดให้เป็นเมืองการศึกษาและศูนย์วิจัยและพัฒนาในรูปแบบเมืองวิทยาศาสตร์ และเป็นเมืองประหยัดพลังงาน มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลัก คือ พาณิชยกรรมและเกษตรกรรม
? เมืองใหม่บางน้ำเปรี้ยว เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จึงถูกกำหนดให้เป็นเมืองที่เน้นการพัฒนาเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมีอุตสาหกรรมสะอาดที่เป็นอุตสาหกรรมเบาและต่อเนื่องจากเกษตรกรรม เช่น อาหารและเกษตรแปรรูป เป็นต้น และเป็นเมืองศูนย์กลางธุรกิจพาณิชยกรรม เพื่อส่งเสริมและเชื่อมโยงการติดต่อธุรกิจ ศึกษาวิจัย และพัฒนาการตลาดของสินค้าต่างๆ ในระบบธุรกิจที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเป็นแหล่งเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สำคัญที่สามารถเชื่อมโยงการขนส่งกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่อยู่ใกล้เคียงกัน
? เมืองใหม่ฉะเชิงเทรา เนื่องจากบริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี จึงถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมสะอาดที่รองรับและเชื่อมโยงในลักษณะเครือข่ายกับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก จังหวัดสมุทรปราการและอุตสาหกรรมเดิมที่มีอยู่แล้วในพื้นที่เดิม รวมทั้งรองรับการขยายตัวของชุมชนจากการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและชุมชนแปดริ้ว กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลัก คือ อุตสาหกรรมการผลิต เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ เป็นต้น


แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากโครงการพัฒนาเมืองใหม่นครนายกที่มีต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
ในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ โครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯกับเมืองใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการขยายถนนบ้านนาแก่งคอย ที่จังหวัดนครนายกที่จะมีขึ้นในปี พ.ศ.2548 รวมทั้งเส้นทางการพัฒนาหัวหิน - เมืองใหม่ ส่งผลดีในด้านการคมนาคมระหว่างภาคใต้- ภาคกลาง - ภาคอีสาน และประเทศในอินโดจีน โดยเฉพาะกัมพูชา และยังรวมไปถึงการเพิ่มเส้นทางและการขยายเส้นทางคมนาคมทางบก ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ระหว่างพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะช่วยลดระยะทางและเวลาในการเดินทาง

1. แนวโน้มการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ
1. เกิดการสร้างแหล่งงานในภาคอุตสาหกรรม จากเมืองใหม่ฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา มีบทบาทเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการขนนส่ง (Logistic) โดยมีการสร้างแหล่งงานประมาณ 200,000 คน และเมืองใหม่บางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีบทบาทเป็นเมืองอุตสาหกรรมสะอาดและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีการสร้างแหล่งงานประมาณ 80,000 คน
2. เกิดการสร้างแหล่งงานในภาคบริการ จากเมืองใหม่บ้านนา จังหวัดนครนายก มีบทบาทเป็นศูนย์กลางภาคธุรกิจและการค้า ทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 300,000 คน และเมืองใหม่องครักษ์ จังหวัดนครนายก มีบทบาทเป็นศูนย์กลางการศึกษาและสาธารณสุข ทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 150,000 คน
3. คาดการณ์ว่า ในอนาคตการพัฒนาเมืองใหม่ทั้ง 4 เมือง จะทำให้มีผลต่ออัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์รวมเพิ่มขึ้นแต่ละเมืองจนถึงปี 2580 รวมกว่า 1,332,874.68 ล้านบาท

2. แนวโน้มการพัฒนาทางด้านสังคม

1. ลดความแออัดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
- แรงงานในภาคอุตสาหกรรมจะมีการอพยพมาสู่เมืองใหม่ฉะเชิงเทรา เมืองใหม่บางน้ำเปรี้ยว มากขึ้นโดยเฉพาะแรงงานจากกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และปทุมธานี นอกจากจะเป็นแหล่งรองรับแรงงานภาคอุตสาหกรรมจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแล้ว ยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกอีกด้วย ได้แก่ แหล่งอุตสาหกรรมในจังหวัดชลบุรี และระยอง ทำให้ความแออัดในจังหวัดดังกล่าวบรรเทาลง
- การสร้างเมืองใหม่นครนายก ซึ่งเป็นการย้ายศูนย์ราชการของประเทศ คาดว่าจะทำให้เกิดการอพยพของข้าราชการและครอบครัวผู้ติดตามประมาณ 200,000 คน มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองใหม่นี้ ซึ่งจะทำให้จำนวนประชากรและความแออัดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลลดลงอย่างมาก
- การสร้างเมืองใหม่องครักษ์ จะทำให้เกิดแรงดึงดูดให้ประชาชนจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองใหม่นี้มากขึ้น โดยกิจกรรมที่เพิ่มแรงดึงดูดของเมืองใหม่องครักษ์ที่สำคัญได้แก่ มหาวิทยาลัย ศูนย์การวิจัยและพัฒนา ศูนย์ประชุม ศูนย์พาณิชยกรรม และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

2. ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การสร้างเมืองใหม่จะมีการวางผังเมืองและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเป็นระเบียบ เช่น ย่านที่อยู่อาศัย ย่านอุตสาหกรรม ย่านพาณิชยกรรม เป็นต้น ทำให้มีการควบคุมการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าการปล่อยให้เมืองพัฒนาไปตามแนวโน้มธรรมชาติ จึงทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง อีกทั้งทำให้บ้านเมืองมีความเป็นระเบียบน่าอยู่อีกด้วย
3. ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี
เมืองใหม่ได้รับการวางแผนให้เป็นเมืองที่มีความสมบูรณ์ในการใช้ชีวิต (Self Contained City) ซึ่งเป็นแหล่งงาน แหล่งลงทุน แหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งบันเทิงที่เหมาะสม พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่จำเป็นได้แก่ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาล เพื่อการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ประชาชนที่เข้ามาอาศัยและครอบครัวไม่ต้องอพยพไปนอกพื้นที่เพื่อหางานหรือเรียนต่อ

ปัจจุบันโครงการเมืองใหม่อยู่ในระหว่างการดำเนินการกำหนดแนวความคิด จัดทำรายละเอียดองค์ประกอบโครงการ และจัดทำผังแนวความคิด โดยเสนอเป็นร่างผังทางเลือก เพื่อให้คณะกรรมการบริหารโครงการเมืองใหม่พิจารณา โดยมีการชะลอโครงการเนื่องจากยังประสบปัญหาด้านข้อกฎหมายการเวนคืน รวมถึงการศึกษาผลกระทบและความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งหากโครงการเมืองใหม่นครนายกดำเนินการตามแผนได้ โครงการนี้จะเป็นโครงการหนึ่งที่จะส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคม การคมนาคมขนส่งในพื้นที่กลุ่มจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างหลีกเลี่ยงมิได้

4 โครงการคมนาคมขนส่งที่เกี่ยวข้อง

1) โครงการรถไฟรางคู่ สายตะวันออกและสายคลองสิบเก้า - แก่งคอย
ยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ประเทศไทยปีพ.ศ. 2549-2553 ให้ความสำคัญกับการขนส่งทางระบบราง ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนการขนส่งได้มากกว่ารถบรรทุก ประกอบกับการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยต้องการเพิ่มรายได้จากการขนส่งสินค้าระบบรางให้มากขึ้น สำหรับโครงการรถไฟรางคู่ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุภาค ได้แก่
1. โครงการรถไฟทางคู่สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ระยะทาง 78 กิโลเมตร โครงการนี้มีความสำคัญเร่งด่วนที่จะต้องก่อสร้าง เนื่องจากปัจจุบันกำลังมีการขยายท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังขั้นที่ 2 ซึ่งเส้นทางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ น้ำมัน ก๊าซแอลพีจี และสินค้าเกษตรที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปรึกษาได้ตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการพบว่า กำลังจะเปิดประมูลโครงการในเดือนกรกฎาคม 2550 นี้
2. โครงการรถไฟทางคู่สายคลองสิบเก้า–แก่งคอย ระยะ 82.56 กิโลเมตร แต่เดิมเป็นทางรถไฟเลี่ยงเมืองโดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ ระหว่างภาคตะวันออกกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มจากสถานีคลองสิบเก้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ไปสถานีองครักษ์ สถานีวิหารแดง สถานีบุใหญ่ และไปเชื่อมกับรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือที่สถานีแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เส้นทางนี้ยังไปต่อเชื่อมกับเส้นทางรถไฟสายตะวันออกทั้งสองสายที่กล่าวไปแล้วที่สถานีคลองสิบเก้า ปัจจุบันมีแต่ขบวนรถที่ขนส่งสินค้าเท่านั้น ปัจจุบันรัฐบาลได้เร่งกำหนดให้ดำเนินการโครงการรถไฟรางคู่สายนี้และสายชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจการขนส่งของไทย
โครงการรถไฟรางคู่ทั้งสองสายจะเป็นตัวช่วยส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ให้กับฉะเชิงเทรา เพราะเป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของเส้นทางรถไฟเชื่อมโยงสินค้าทั้งจาก กรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออก และท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง ประกอบกับการเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ จึงสามารถอาศัยความได้เปรียบด้านเส้นทางคมนาคม และฐานการผลิตดังกล่าวผลักดันให้เกิดศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงภูมิภาคอื่นได้

2) โครงการท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง

ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังเป็นท่าเรือน้ำลึกหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อรับเรือขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าที่ท่าเรือกรุงเทพได้ และเพื่อให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก และการส่งเสริมการส่งออกที่สำคัญของไทยในอนาคต ตั้งอยู่ที่ตำบลทุ่งสุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 130 กิโลเมตร มีพื้นที่ขนาด 6,340 ไร่ สามารถรองรับเรือขนาดใหญ่พิเศษ (Super post panamax) ได้ มีด่านศุลกากรตรวจสอบสินค้าเข้าออกอยู่ภายในบริเวณ สามารถรองรับเรือขนาด 40,000 – 70,000 ตัน (DWT) ปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังมีตู้สินค้าผ่านเข้า – ออกถึง 4 ล้าน TEU ซึ่งในอนาคตอันใกล้มีแนวโน้มว่าจะเกิดความแออัดในบริเวณท่าเรือ เนื่องจากปริมาณตู้สินค้าในปัจจุบันเกิดขีดความสามารถของท่าเรือที่จะรับได้
เนื่องจากเป็นท่าเรือนำเข้าและส่งออกสินค้าระดับนานาชาติ จึงมีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตสินค้าส่งออกในอนุภาค อย่างนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา และยังเชื่อมโยงกับท่าเรือส่งออกของทั้งสองจังหวัด ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดเล็ก นอกจากนี้ท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นท่าเรือที่นำเข้าสินค้ามาขายยังตลาดโรงเกลือ ในจังหวัดสระบุรีอีกด้วย ในอนาคตแนวโน้มของการขยายตัวของภาคการค้าระหว่างประเทศที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการดำเนินการตามนโยบายการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้กรอบข้อตกลงร่วมทางการค้ากับประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทย (Free Trade Agreement - FTA) ทำให้คาดการณ์ว่าปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังจะขยายตัวอย่างรวดเร็วตามนโยบายการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจค้าระหว่างประเทศของรัฐบาล ซึ่งหากไม่รีบขยายขีดความสามารถของท่าเรือ จะส่งผลให้อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกในอนุภาคเติบโตได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากการจำกัดการผลิตสินค้าที่จะส่งออกได้ในแต่ละวัน และยังส่งผลถึงปริมาณสินค้าที่จะมาขายยังตลาดโรงเกลืออีกด้วย ดังนั้นในการพิจารณาการขยายปริมาณการผลิตเพื่อการส่งออกในพื้นที่อนุภาค จะต้องพิจารณาถึงขีดความสามารถของท่าเรือแหลมฉบังในอนาคตควบคู่กันไป


3) โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด
โครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เกิดจากแผนพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกกำหนดให้บริเวณพื้นที่มาบตาพุดเป็นแหล่งที่ตั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยมีท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เป็นสาธารณูปโภคหลัก ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลของอ่าวไทยช่วงระหว่างอำเภอ สัตหีบ กับจังหวัดระยองเป็นส่วนหนึ่งของแผนแม่บทของท่าเทียบเรือชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งอยู่ในการควบคุมดูแลของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สามารถรับเรือขนาดใหญ่ 20,000 – 50,000 ตัน ท่าเรือมาบตาพุดเป็นท่าเรือที่เน้นการขนถ่ายวัตถุดิบและสินค้าเทกอง และเคมีเหลว ซึ่งต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยายขนาดท่าเรือเพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่เพิ่มขี้น ซึ่งการขยายขนาดของท่าเรือ และอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะขยายเข้าพื้นที่ตอนใน และใช้ระบบรางในการขนส่งเชื่อมโยง โดยอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีแนวโน้มจะถูกผลักดันออกไปอยู่ในพื้นที่จังหวัดในอนุภาค เช่นฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี
แนวโน้มการพัฒนาและผลกระทบจากโครงการคมนาคมที่มีต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1) โครงการคมนาคมขนส่งที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรม เนื่องจากภาครัฐให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้เพราะเป็นแหล่งผลิตที่สำคัญและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งโครงการเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้การขนส่งเป็นไปได้อย่างสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังอาจเป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่พัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องพึ่งพาความได้เปรียบจากการเกาะกลุ่ม และอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องอาศัยแรงงานที่มีทักษะฝีมือมาก กระจายตัวออกมายังพื้นที่ในกลุ่มจังหวัดอนุภาค เนื่องจากต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกลง
2) จากข้อจำกัดด้านพื้นที่ของท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งมีแนวโน้มว่าในอนาคตอาจจะไม่สามารถรองรับตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้นได้ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานีตรวจและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์เพื่อการส่งออก (สตส.) (Off –dock container freight station) เช่นเดียวกับสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่อง (ICD) ลาดกระบัง เพื่อายกิจกรรมในเรื่องของการบรรจุเข้าตู้ในส่วนของการส่งออกที่บริเวณท่าเรือออกมาให้บริการด้านนอก และจากนั้นจึงนำสินค้าที่บรรจุเข้าตู้แล้วบรรทุกขึ้นรถหัวลากเพื่อลากเข้าไปยังเขตท่าเรือ ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานที่เกิดขึ้นในบริเวณท่าเรือสามารถดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น และยังเป็นการเพิ่มพื้นที่ภายในเขตท่าเรือให้มากขึ้นด้วย ซึ่งพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเกิด สตส. นี้ น่าจะเป็นพื้นที่ที่มีระบบรางเข้าถึงอย่างเช่นจังหวัดฉะเชิงเทรา
3) ปัญหามลพิษที่เกิดขึ้นบริเวณนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือมาบตาพุด ทำให้ภาครัฐต้องเข้ามากำกับดูแลอุตสาหกรรมมากขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นใหม่ในกลุ่มอนุภาคจังหวัดจึงมีแนวโน้มว่าควรจะเป็นไปในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรม มีการกำหนดประเภทของอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการ

5 เขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต โอเนียง
เขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต โอเนียง (Poipet O’Neang Special Economic Zone - POSEZ) ตั้งอยู่ทางฝั่งกัมพูชา ในจังหวัดบันเตีย เมียนเจย ตรงข้ามกับชายแดนไทย –กัมพูชา ตำบลค ลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระบุรีห่างจากชายแดนไทยด้านด่านปอยเปตประมาณ 10 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 6,000 ไร่ สามารถรองรับโรงงานได้ 150 แห่ง เป็นโครงการที่รัฐบาลกัมพูชาให้การสนับสนุน และมีมาตรการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่นการลดหย่อนอัตราภาษีเก็บจากกำไรธุรกิจ การยกเว้นภาษีขาเข้าสำหรับอุปกรณ์การผลิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม การยกเว้นภาษีค่าเช่าบ้านและที่ดิน ให้เช่าที่ดินได้นานถึง 99 ปี และชาวต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นต้น

แนวโน้มการพัฒนาและผลกระทบจากโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต โอเนียงที่มีต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1. การพัฒนาเขตเศรษฐกิจปอยเปตโอเนียง ทำให้เกิดการย้ายฐานการลงทุนจากประเทศไทยไปยังกัมพูชา ซึ่งจะมีข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกในวัยหนุ่มสาว และวัตถุดิบต้นทุนต่ำกว่าประเทศไทย เขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ยังช่วยพัฒนาให้เกิดแหล่งงานที่สำคัญแห่งใหม่ของประเทศกัมพูชา เกิดการตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ ตลอดจนการพัฒนาปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เช่นถนน ทางรถไฟ และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เชื่อมโยงกับทางฝั่งประเทศไทยในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้จะมีส่วนเหนี่ยวนำให้ชุมชนชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วขยายตัวมากขึ้น และโดยทางอ้อมการพัฒนาเส้นทางคมนาคมยังช่วยส่งเสริมให้เกิดธุรกิจการท่องเที่ยวในกลุ่มอนุภาคอีกด้วย
2. ในเขตเศรษฐกิจพิเศษยังมีเขตพาณิชย์ ซึ่งมีตลาดค้าส่งขนาดใหญ่สำหรับสินค้านำเข้า สินค้าบางประเภทสามารถผลิตจากแหล่งอุตสาหกรรมในจังหวัดฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ เช่นเครื่องจักรจัดการอาหาร วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ในอนาคตหากมีการศึกษาการตั้งนิคมอุตสาหกรรมชายแดน อำเภออรัญประเทศ การผลิตสินค้าประเภทนี้น่าจะได้รับการพิจารณาจากนักลงทุน ซึ่งจะขยายฐานการผลิตจากทั้งสองจังหวัดดังกล่าว พร้อมทั้งแรงงานที่มีทักษะฝีมือ เข้ามาในจังหวัดสระแก้ว
3. สินค้าส่งออกที่ผลิตได้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปตโอเนียงบางส่วนยังต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง เนื่องจากมีระยะทางใกล้กว่าท่าเรือที่สีหนุวิลล์ และท่าเรือแหลมฉบังมีขีดความสามรถในการรองรับเรือขนาดใหญ่กว่า (สีหนุวิลล์สามรถรองรับเรือขนาด 10,000 - 15,000 ตัน) การขนส่งดังกล่าวต้องอาศัยโครงข่ายคมนาคมในประเทศไทย ผ่านทางชายแดนจังหวัดสระแก้วและการบริหารระบบโลจิสติกส์ที่มีความชำนาญจากประเทศไทย จึงควรส่งเสริมการพัฒนาเส้นทางขนส่งเชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบัง และส่งเสริมให้ธุรกิจโลจิสติกส์เข้ามาอยู่ในจังหวัดสระแก้ว

ยุทธศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่กลุ่มจังหวัด

1 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นแผนพัฒนาในภาพรวมของประเทศ ซึ่งแต่ละฉบับเป็นเสมือนกระจกสะท้อนถึงสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในแต่ละสมัย สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่มีความสำคัญเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอนุภาคที่เห็นได้ชัดคือ แผนพัฒนาฯฉบับที่ 5 ซึ่งกำหนดให้มีการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก คือ คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะได้รับการพัฒนาให้เป็น “แหล่งอุตสาหกรรมหลัก” ของประเทศในอนาคต เนื่องจากต้องการกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งในแผนพัฒนาฯฉบับต่อ ๆ มา อย่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6-7 ก็ยังคงส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่นี้อยู่ แต่ให้มีการเชื่อมโยงกับกรุงเทพมหานครให้มากขึ้น
จะเห็นได้ว่าแผนพัฒนาฯ ตั้งแต่ฉบับที่ 5-7 นั้นส่วนใหญ่จะเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการกระจายรายได้โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมให้กระจายในภูมิภาคอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบในด้านการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อตอบสนองการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่งผลต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมตามมา ตัวอย่างที่เห็นได้ในพื้นที่ที่เกี่ยวโยงกับอนุภาคเช่น ปัญหาด้านมลภาวะในพื้นที่อุตสาหกรรมในสมุทรปราการ และมาบตาพุด เป็นต้น
แผนพัฒนาฯ ฉบับหลัง ๆ ได้แก่ฉบับที่ 8 – 10 จึงพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยคำนึงถึงความสมดุลของเมืองกับชนบท เช่นในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยเฉพาะในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ซึ่งอัญเชิญปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เน้นการพัฒนาโดยยึดหลักทางสายกลาง เน้นการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมและบริการที่มีอยู่เดิมให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ เกิดสมดุลกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งเสริมกระบวนการการมีส่วนร่วม มีความพยายามให้ท้องถิ่นทุกระดับร่วมกันจัดทำวิสัยทัศน์ร่วม และกระจายบทบาทการวางผังเมืองให้ท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งแนวทางดังกล่าวยังคงกล่าวถึงในพัฒนาฯฉบับที่ 10 ด้วย
การพัฒนาพื้นที่อนุภาคให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปัจจุบันจึงควรพิจารณาถึงฐานการพัฒนาเดิมของพื้นที่อนุภาค เน้นการพัฒนาอย่างมีสมดุลระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท และต้องมีการจำกัดการขยายตัวของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะขยายตัวจากโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกเข้ามาในอนุภาคไม่ให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศน์และวิถีชีวิตของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เดิม

2 ยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย

ยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย พ.ศ. 2549-2553 ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2549 โดยมีวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยมีระบบโลจิสติกส์ที่ได้มาตรฐานสากล (World class โลจิสติกส์) เพื่อสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการค้าภูมิภาคอินโดจีน ยุทธศาสตร์พัฒนาโลจิสติกส์นี้ได้ตั้งประเด็นยุทธศาสตร์ไว้ 5 ประเด็น โดยมี 3 ประเด็นที่สำคัญและเกี่ยวข้องต่อการพัฒนาพื้นที่อนุภาคคือ

1. การเปิดเส้นทางการค้าและสร้างประสิทธิภาพสูงสุดของเครือข่ายโลจิสติกส์ (New Trade Lanes and Logistics Network Optimization) ซึ่งประเด็นที่สำคัญต่อพืนที่อนุภาคคือ การสนับสนุนให้มีศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้า ตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ โดยจังหวัดที่มีศักยภาพดังกล่าวได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ และจังหวัดสระแก้ว ซึ่งสองจังหวัดแรกนั้นเป็นจังหวัดที่เชื่อมโยงกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในกลุ่มประเทศ GMS และเอเชียใต้ ส่วนจังหวัดสระแก้ว เป็นประตูการค้าชายแดน ไปยังประเทศกัมพูชา และเวียดนาม ประเด็นยุทธศาสตร์นี้ยังส่งเสริมการขนส่งสินค้าโดยรถไฟ ซึ่งเป็นการขนส่งที่มีต้นทุนถูกกว่ารถบรรทุก และช่วยประหยัดพลังงาน เส้นทางโครงการรถไฟที่ผ่านพื้นที่อนุภาคเช่น เส้นทางรถไฟรางคู่ คลองสิบเก้า - แก่งคอย และ สายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง ซึ่งจะกล่าวในรายละเอียดต่อไปในหัวข้อโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
2. การพัฒนาธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าระหว่างประเทศ
(โลจิสติกส์ Service Internationalization) โดยส่งเสริมให้เกิดการร่วมลงทุนและความร่วมมือเชิงพันธมิตร (Strategic Alliance) ระหว่างผู้ให้บริการของไทย และระหว่างผู้ให้บริการของไทยกับผู้ให้บริการขนาดเล็กหรือขนาดกลางของต่างประเทศ ประเด็นยุทธศาสตร์นี้มีแนวโน้มที่จะส่งเสริมการร่วมลงทุน ระหว่างไทยกับกัมพูชา ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ในการใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์ร่วมกัน เช่น คลังสินค้า และรถบรรทุก หากในอนาคตมีการพัฒนาเมืองคู่แฝด และนิคมอุตสาหกรรมร่วม ตามยุทธศาสตร์ ACMECS เสนอไว้
3. การยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการอำนวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation
Enhancement) โดยปรับปรุงระบบภาษีและพิธีการศุลกากรเกี่ยวกับการขนส่งสินค้านำเข้า-ส่งออก และการขนส่งสินค้าถ่ายลำ ให้มีความเอื้ออำนวยต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้า จังหวัดในอนุภาคที่มีธุรกิจการส่งออก เช่น ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ จะได้รับประโยชน์จากความสามารถส่งออกสินค้าในแต่ละวันได้มากขึ้น ส่วนจังหวัดสระแก้วจะเพิ่มบทบาทหน้าที่เป็นประตูการค้า ศูนย์กลางศุลกากรแบบเบ็ดเสร็จ เชื่อมโยงกับกัมพูชา และท่าเรือแหลมฉบัง

แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากยุทธศาสตร์การพัฒนาโลจิสติกส์ของประเทศไทย ต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว

1. จังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากอยู่ใกล้และมีการเข้าถึงสะดวกมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในเขตปริมณฑล โดยจะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ด้าน อาหาร ผัก ผลไม้สด ดอกไม้ แฟชั่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อะไหล่รถยนต์ และเครื่องประดับ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับการขนส่งทางอากาศตามที่ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ได้เสนอไว้
2. จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการเป็นศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า เนื่องจากมีโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงพื้นทีภูมิภาคต่าง ๆ และมีโครงการเส้นทางรถไฟรางคู่ทั้งสองสายผ่าน คือ สายคลองสิบเก้า-แก่งคอย และสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา-ศรีราชา-แหลมฉบัง จึงเป็นพื้นที่ที่ได้เปรียบในด้านการเชื่อมโยงวัตถุดิบ และสินค้าจากฝั่งตะวันออก ท่าเรือส่งออกแหลมฉบัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และประเทศกัมพูชา
3. นอกเหนือจากการพัฒนาระบบการขนส่งทางรถไฟภายในประเทศแล้ว ควรมีการพัฒนาระบบรางให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่องไปยังประเทศกัมพูชา เพื่อสนับสนุนการนำเข้าและส่งออกชายแดนให้มีความสะดวก และประหยัดต้นทุนการขนส่งมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อดึงดูดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมร่วม ในเขตชายแดนสระแก้วกับปอยเปต ในประเทศกัมพูชา ตามที่ยุทธศาสตร์ ACMECS และผังประเทศได้เคยเสนอไว้

3 นโยบายเขตส่งเสริมการลงทุน (EPZ)

นโยบายเขตส่งเสริมการลงทุนเกิดจากเป็นนโยบายที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment - BOI) ต้องการจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในกิจการอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม หรือในเขตจังหวัดที่กำหนดเพื่อกระจายการผลิตไปยังภูมิภาคต่างๆ โดยในแต่ละเขตการลงทุนจะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกัน คณะกรรมการได้แบ่งเขตการลงทุนออกเป็น 3 เขต ตามปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยใช้รายได้และสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานของแต่ละจังหวัดเป็นเกณฑ์ ดังนี้ (รูปที่ 2.4.4-1)
สิทธิประโยชน์ที่ได้รับได้แก่ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากรตามเขตการลงทุน ตัวอย่างเช่น การลดหย่อนอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามขนาดของการลงทุน การยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็น เป็นต้น โดยเขตที่ได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุดคือเขต 3 ซึ่งเป็นเขตที่ประกอบไปด้วยจังหวัดที่มีรายได้ต่ำ รองลงมาคือเขต 2 และ เขต 1 ตามลำดับ โดยกิจการที่ตั้งอยู่ในนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมจะได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่ากิจการที่ตั้งอยู่ภายนอกในเขตส่งเสริมการลงทุนเดียวกัน

จังหวัดในกลุ่มอนุภาคถูกจัดอยู่ในเขตส่งเสริมทั้ง 3 เขต กล่าวคือ เขต 1 ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ เขต 2 ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา และนครนายก และเขต 3 ประกอบด้วย จังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยแต่ละเขตมีนิคมอุตสาหกรรมและเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ซึ่งจังหวัดในกลุ่มอนุภาคที่ได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการประกอบกิจการอุตสาหกรรมมากที่สุดคือ จังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่จะลงทุนในเขตประกอบการอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี และสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ในอำเภอกบินทร์บุรี สวนอุตสาหกรรม 304 ในอำเภอพนมสารคาม สำหรับในจังหวัดสระแก้วนั้นถึงแม้ว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์อย่างมาก แต่ในปัจจุบันยังไม่มีนิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมภายในจังหวัด กิจการอุตสาหกรรมที่อยู่ในจังหวัดสระแก้วส่วนใหญ่ยังคงเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่เกี่ยวกับการเกษตร อย่างไรก็ตามในอนาคตจังหวัดสระแก้วอาจจะมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนทางอุตสาหกรรมมากขึ้น หากภาครัฐให้การส่งเสริมตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนและตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ACMECS ที่จะส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน โดยอุตสาหกรรมที่มีความเป็นไปได้คืออุตสาหกรรมการเกษตร และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการส่งออกชายแดน ไทย-กัมพูชา
ข้อสังเกตจากข้อมูลเขตส่งเสริมการลงทุนอย่างหนึ่งคือ ถึงแม้ว่าผู้ประกอบการจะได้รับสิทธิประโยชน์ดังที่กล่าวไปแล้วก็ตาม นิคมอุตสาหกรรม และเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม ในจังหวัดฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรียังมีที่ว่างอยู่อีกเป็นจำนวนมาก จึงต้องพิจารณาถึงต้นทุนในการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมภายในนิคมอุตสาหกรรมอาจจะมีมูลค่าที่สูงกว่าการตั้งโรงงานในพื้นที่ภายนอกนิคมและเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม ในอนาคตหากจะส่งเสริมให้การผลิตอุตสาหกรรมเข้ามารวมกลุ่มในรูปแบบของนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในอนุภาค จำเป็นต้องมีมาตรการ และแรงจูงใจ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐให้มากขึ้นกว่าเดิม

แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากนโยบายเขตส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม ต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1) จังหวัดสมุทรปราการมีแนวโน้มที่จะตอบรับกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในเขต 1 ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์น้อยกว่าจังหวัดอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีฐานการผลิตมานานแล้ว และอยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นแหล่งตลาดใหญ่ของประเทศ ทำให้ประหยัดต้นทุนในการขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตไปสู่ตลาด การพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการจึงมีแนวโน้มว่าควรจะพัฒนาให้อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อสะดวกต่อการดูแลด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นการป้องกันการพัฒนาแบบไร้ทิศทาง (sprawl) ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากทางภาครัฐ
2) การพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดปราจีนบุรี การส่งเสริมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยังไม่เห็นผลที่เด่นชัดนัก หากพิจารณาจากข้อมูลที่ว่างในนิคมอุตสาหกรรมและเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมีต้นทุนที่สูงกว่าการตั้งโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามจังหวัดทั้งสองจัดได้ว่ามีฐานเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้ว และยังมีโครงข่ายคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงที่ได้เปรียบกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในอนุภาค การส่งเสริมการลงทุนในเขตนิคมอุตสาหกรรมจึงควรพิจารณาต้นทุนการลงทุนตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม โดยเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ ทางภาครัฐเองควรเพิ่มมาตรการแรงจูงใจที่เกี่ยวข้องกับการลดต้นทุนการจัดตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมควบคู่ไปด้วย
3) สำหรับจังหวัดสระแก้ว นโยบายส่งเสริมการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แต่ทางภาครัฐยังต้องสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการคมนาคมขนส่งที่มีความสะดวกมากขึ้นเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม ตลอดจนการส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมที่ BOI ให้การสนับสนุน ทางภาครัฐควรสนับสนุนการผลิตที่เชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปตโอเนียงประเทศกัมพูชา เพื่อประหยัดต้นทุนด้านวัตถุดิบ และแรงงาน และอาศัยความได้เปรียบจากการมีอาณาเขตติดประเทศเพื่อนบ้าน

4 ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัด
ยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดหรือยุทธศาสตร์ CEO มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนากลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครนายก จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้วโดยสังเขปมีดังนี้
(1) แหล่งรองรับการขยายตัวของเมืองหลวงและสนามบินสุวรรณภูมิ
(2) ศูนย์กลางแพทย์แผนไทยและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับชาติและนานาชาติ
(3) ศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมสู่ตลาดโลก เปิดประตูสู่อินโดจีน

แนวโน้มการพัฒนายุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว
เนื่องจากพื้นที่อนุภาคเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กับ ภาคตะวันออก แนวโน้มการพัฒนาส่วนใหญ่จึงมีความเกี่ยวเนื่องกับกรุงเทพมหานคร และโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ดังจะเห็นได้จากยุทธศาสตร์ที่กำหนดให้อนุภาคเป็นแหล่งรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานครและท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชื่อมโยงอุตสาหกรรมสู่ตลาดโลก นอกจากนี้พื้นที่อนุภาคยังมีส่วนที่ติดกับชายแดนกัมพูชา ซึ่งเป็นประตูสู่การค้าชายแดนอินโดจีน ทำให้บทบาทของอนุภาคมีความหลากหลายมากและต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย ประกอบกับด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ของอนุภาค บางพื้นที่มีความเปราะบาง อาทิเช่นพื้นที่ต่ำน้ำท่วมถึงในจังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ชายฝั่งในจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา พื้นที่ป่าต้นน้ำ ในจังหวัดปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว ตลอดจนผลกระทบจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในด้านมลภาวะ ในการพัฒนาจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อระบบนิเวศน์ในอนุภาคเป็นสำคัญ

5 ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด

กลุ่มจังหวัดในพื้นที่ศึกษาประกอบด้วย จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดนครนายก จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ซึ่งมียุทธศาสตร์ของการพัฒนาโดยสังเขปดังนี้

1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสมุทรปราการ

(1) ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistics Center) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(2) ศูนย์กลางอุตสาหกรรมต่อเนื่องและเชื่อมโยง (Industrial Cluster) สู่ตลาดโลก
(3) แหล่งรองรับการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ
(4) ยุทธศาสตร์รองรับยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง
(5) การแก้ไขปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้
(6) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนครนายก

(1) เมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก(อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ )
(2) เป็นแหล่งรองรับการขยายตัวของเมืองหลวงและสนามบินสุวรรณภูมิ
(3) เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานเพื่อการส่งออก

1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดฉะเชิงเทรา(1) เพื่อเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมสู่ตลาดโลก
(2) เพื่อให้มีการเจริญเติบโตของเมืองอย่างสมดุลระหว่างเมืองและชนบท
(3) เพื่อคุณภาพชีวิตประชากรที่ดี

1. ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดปราจีนบุรี
(1) เป็นแหล่งรองรับที่อยู่อาศัย
(2) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และทับลาน)
(3) เป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตร
(4) เป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรมต่อเนื่องและส่งออก
(5) เป็นศูนย์กลางการแพทย์แผนไทย

1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดสระแก้ว
(1) ประตูสู่อินโดจีน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน แหล่งกระจายสินค้า
(2) อุตสาหกรรมการเกษตร เป็นแหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตรแปรรูปที่มีคุณภาพ
(3) เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(อุทยานแห่งชาติ ตาพระยาและปางสีดา)

แนวโน้มการพัฒนายุทธศาสตร์จังหวัดที่มีผลต่อการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว
1.จังหวัดสมุทรปราการมีเป็นจังหวัดที่ถูกกำหนดให้มีบทบาทต่าง ๆ มากที่สุดในอนุภาค ซึ่งตัวจังหวัดเองก็มีศักยภาพที่จะพัฒนาตามยุทธศาสตร์ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เพื่อการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอาหารซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมเดิมของจังหวัดอยู่แล้ว และยังมีพื้นที่ติดกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอันเป็นข้อได้เปรียบต่อการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ แต่ทั้งนี้การพัฒนาบทบาทต่าง ๆ ตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้อาจจะต้องคำนึงข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อม อาทิเช่นการเป็นพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขัง การกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่ง และผลกระทบจากอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหาเหล่านี้ทำให้การพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดสมุทรปราการจะต้องมีความระมัดระวัง
2. จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศระดับโลก เนื่องจากมีมรดกโลกคืออุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของอนุภาค ในการพัฒนาให้เป็นแหล่งรองรับการขยายตัวของเมืองหลวงและสนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นแหล่งผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก จะส่งผลต่อการดึงดูดประชากรให้มาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น มีการใช้ทรัพยากรน้ำมากขึ้น และทำให้แหล่งน้ำทั้งผิวดินและใต้ดินปนเปื้อนหากกิจกรรมการใช้ที่ดินที่ไม่เหมาะสม จึงต้องมีความระมัดระวังในการพัฒนาในด้านทำเลที่ตั้งรองรับการขยายตัว และที่ตั้งอุตสาหกรรมการเกษตร ไม่ให้มีผลกระทบต่อแหล่งน้ำดังกล่าว
3. จังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นแหล่งผลิตสินค้าการเกษตร เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคกลาง มีผลผลิตข้าวมากที่สุดในกลุ่มจังหวัดในอนุภาค และยังเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์ และยานยนต์ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาให้เป็นไปตามบทบาทที่ยุทธศาสตร์วางไว้
4. จังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่มีระบบนิเวศวิทยาที่มีความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากมีป่าต้นน้ำลำธาร ในการพัฒนาให้เป็นแหล่งรองรับที่อยู่อาศัย และเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้จึงต้องคำนึงข้อจำกัดทางสิ่งแวดล้อม และต้องมีการจำกัดทำเลที่ตั้งของการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยและอุตสหากรรมเช่นเดียวกับจังหวัดนครนายก
5. จากบทบาทที่ยุทธศาสตร์จังหวัดสระแก้วกำหนดให้เป็นประตูสู่อินโดจีน เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และแหล่งกระจายสินค้า ทำให้จังหวัดสระแก้วมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาสูงมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในอนุภาค เนื่องจากปัจจุบันจังหวัดสระแก้วยังคงมีการผลิตอุตสาหกรรมประเภทการเกษตรพืชพื้นถิ่น การพัฒนาจังหวัดสระแก้วอย่างรวดเร็วอาจส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมการเกษตรที่เป็นอยู่ ส่งผลต่อวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนในชุมชนได้ อีกทั้งการเป็นพื้นที่ชายแดน มีความอ่อนไหว้ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงควรมีการควบคุมในเรื่องของย่านการพัฒนาเพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศให้เหมาะสม

ผังนโยบายและผังกลยุทธ์ผังประเทศและผังภาค

1 ผังประเทศ

ผังนโยบายหลักของประเทศเป็นภาพรวมของแนวทางในการพัฒนาประเทศ และถ่ายทอดสู่ผังระบบชุมชนการใช้ประโยชน์ที่ดิน และการกระจายตัวของพื้นที่ยุทธศาสตร์ของประเทศในรายละเอียด โดยให้ความสำคัญในการกระจายความเจริญที่เน้นการเพิ่มสมดุลระบบเมือง และเน้นการพัฒนาเป็นกลุ่มเมืองที่มีกิจกรรมและความเจริญทางเศษรฐกิจใกล้เคียงกัน ซึ่งประเด็นการพัฒนาซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่ศึกษาคือการกำหนดเมืองที่มีศักยภาพเป็นศูนย์กลางหลักในแต่ละภูมิภาค เชื่อมโยงกับเมืองที่มีศักยภาพเป็นอันดับรองลงมา และแบ่งบทบาทหน้าที่ในการบริการแก่ประชาชนตามความเหมาะสมและทรัพยากรที่มีอยู่ โดยพัฒนากรุงเทพมหานครและเมืองโดยรอบให้เป็นมหานครมาตรฐานระดับโลก (Global City) ส่งเสริมศักยภาพของสนามบินสุวรรณภูมิและท่าเรือระหว่างประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งของภูมิภาค การกำหนดแนวทางการขยายตัวของพื้นที่เมืองและแหล่งอุตสาหกรรมให้ชัดเจน สามารถพัฒนาได้อย่างมีแผนในพื้นที่ศักยภาพ เช่นการพัฒนาเมืองใหม่นครนายก เมืองอุตสาหกรรมฉะเชิงเทรา ตลอดจนแกนอุตสาหกรรมจากบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกจนถึงจังหวัดนครราชสีมา

แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากผังนโยบายและผังกลยุทธ์ของผังประเทศ ต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1. ผังประเทศได้กำหนดให้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้เป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งส่งผลให้จังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา โดยเฉพาะในเขตใกล้เคียงท่าอากาศยานมีบทบาทด้านศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับนานาชาติ และเป็นแหล่งผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน
2. การกำหนดพื้นที่แนวแกนอุตสาหกรรมหลักของประเทศ (industrial corridor) รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออก จากระยอง ชลบุรี ไปทางฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระบุรี ถึงนครราชสีมา เพื่อเป็นฐานการผลิตส่งออกและนำเข้าในลักษณะของกลุ่มอุตสาหกรรม (industrial cluster) เป็นประเด็นที่จะต้องศึกษาถึงฐานการผลิตในแต่ละจังหวัดว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร การพัฒนาในรูปแบบกลุ่มอุตสาหกรรมยังช่วยให้เกิดบทบาทชัดเจนของแหล่งผลิตอย่างในจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ว่าจะเป็นแหล่งผลิตประเภทใด มีความสำคัญในระดับอนุภาค ระดับภาค และระดับประเทศอย่างไร
3. ผังประเทศได้กำหนดให้มีพัฒนาการค้าการลงทุนตามแนวชายแดนที่ตอบสนองความต้องการของตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน โดยการพัฒนาแบบเมืองคู่แฝด ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเมืองชายแดน อรัญประเทศ- ปอยเปต ให้มีบทบาทเป็นศูนย์กลางแห่งใหม่ที่เป็นแหล่งอุตสหกรรม และแหล่งงานที่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งผลทางอ้อมจะช่วยให้เกิดการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ผังประเทศยังเสนอให้พัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงเมืองการค้าชายแดนคือ อรัญประเทศไปยังพนมเปญ (กัมพูชา) โฮจิมินท์ ซิติ้ วังเตา (เวียดนาม) ซึ่งจะทำให้จังหวัดสระแก้วเพิ่มบทบาทเป็นประตูการค้าของ GMS และยังกระตุ้นให้เกิดการผลิตสินค้าส่งออกตามที่ตลาดในเมืองดังกล่าวต้องการ
5. โครงสร้างพื้นฐานที่ผังประเทศกำหนดและมีบทบาทต่ออนุภาคคือ โครงการก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยงกรุงเทพมหานคร – ฉะเชิงเทรา – สระบุรี – นครราชสีมา โครงการนี้จะช่วยถ่ายเทปัจจัยการผลิตด้านแรงงาน ระหว่างกรุงเทพมหานคร ภาคกลางตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้เกิดการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามแนวเส้นทางรถไฟ โดยเฉพาะบริเวณใกล้สถานีรถไฟ
6. การฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร ในจังหวัด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำซึ่งพื้นที่อนุภาคเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออก นอกจากนี้ผังประเทศยังเสนอให้มีการฟื้นฟูพื้นที่ชายฝั่งทะเลในจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาและป้องกันผลกระทบจากการพัฒนาที่มีต่อสิ่งแวดล้อม

2 ผังภาค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ผังภาค กรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้กำหนดให้ภาคมีบทบาทเป็นนครหลวงของประเทศ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของประเทศและคงความเป็นเมืองระดับโลก (Global City) โดยให้เน้นความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางคมนาคมทางอากาศของโลกที่อยู่ในภูมิภาคเอเซีย และการกระจายการคมนาคมขนส่งทุกลักษณะออกไปยังพื้นที่อื่นๆ ของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และเชื่อมโยงเอเซียใต้ ซึ่งมีประเด็นการพัฒนาที่สำคัญคือ
1. กำหนดให้กรุงเทพมหานครและเมืองปริมณฑลมีบทบาทหน้าที่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ ให้เป็นกลุ่มเมืองมหานครที่เป็นนครหลวงของชาติ เป็นศูนย์กลางของอาเซียนและเอเซียทางด้านการคมนาคมขนส่ง เป็นศูนย์กลางของประเทศทางด้านการบริหาร การพาณิชยและบริการ การท่องเที่ยว การบริการด้านสุขภาพ และการศึกษาวิจัย
2. ให้ลดบทบาทความสำคัญของกรุงเทพมหานครลง โดยกระจายความสำคัญบางเรื่องไปยังเมืองปริมณฑลและภาคอื่นๆ โดยให้กรุงเทพมหานครมีประชากรเพิ่มได้อีกเพียงเล็กน้อยจากปัจจุบัน กำหนดบทบาทเหลือเพียงบางเรื่อง
3. เพิ่มบทบาทเมืองต่างๆ ในปริมณฑล โดยให้แต่ละเมืองมีบทบาทของตนเองที่ชัดเจน โดยกำหนดให้
พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการต่อเนื่องกับกรุงเทพฯ ด้านตะวันออก เป็นศูนย์กลางทางด้านการคมนาคมทางอากาศของเอเซีย และเชื่อมต่อกับภาคอื่น ๆ ของประเทศและประเทศในภูมิภาคเอเซียนทั้งบกและทางทะเล เพื่อการท่องเที่ยว และการบริการอื่นๆ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางระบบโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียนและเป็นเมืองอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกทางอากาศ

แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากผังนโยบายและผังกลยุทธ์ของผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว

1. ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้กำหนดบทบาทให้จังหวัดสมุทรปราการ เป็นแหล่งรองรับการขยายตัวของเมืองใหม่ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยได้กำหนดให้มีการสร้างเมืองใหม่ต่าง ๆ ได้แก่ เมืองใหม่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมืองใหม่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมืองใหม่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งผลดีต่อพื้นที่อนุภาคก็คือการเกิดศูนย์กลางการพัฒนาระดับรองจากกรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดการกระจายของความเจริญ ลดความแออัดจากพื้นที่เมืองเดิม เกิดการกระจายศูนย์การให้บริการสาธารณะมาสู่พื้นที่อื่น ๆ
2. โครงการคมนาคมขนส่งที่จะเกิดขึ้น เช่น รถไฟฟ้าชานเมือง (สายมักกะสัน – เมืองฉะเชิงเทรา )และรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายสีเขียวส่วนใต้ (แบริ่ง - สมุทรปราการ) ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานครและกลับไปพักอาศัยในพื้นที่จังหวัดทั้งสองได้สะดวกมากขึ้น จึงช่วยส่งเสริมบทบาทการเป็นที่อยู่อาศัยรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานคร ให้กับจังหวัดฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ ได้อีกด้วย
3. จากการที่ผังภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ โดยส่งเสริมการสร้างนิคมหรือเขตอุตสาหกรรมใหม่ ในอำเภอพระประแดง และการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงเศรษฐนิเวศและเครือข่าย ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลี ทำให้เห็นแนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการ จะต้องพัฒนาในรูปแบบนิคมอุตสาหกรรมเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ที่เป็นปัญหาในปัจจุบันของอุตสาหกรรมในสมุทรปราการ นอกจากนี้ยังจะต้องมีการรวมกลุ่มผู้ผลิตจัดการบูรณาการ การเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
4. จังหวัดสมุทรปราการยังถูกกำหนดให้มีการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ครบวงจร สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์วิจัยการผลิตอาหารจากเกษตรและประมง ซึ่งสอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัดสมุทรปราการซึ่งมีโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยงกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเป็นฐานเศรษฐกิจด้านอาหารและการประมงอยู่แล้ว

3 ผังภาคตะวันออก

ผังภาคตะวันออกได้กำหนดยุทธศาสตร์ให้ภาคตะวันออกเป็นฐานทางด้านอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลางเพื่อการส่งออกและทดแทนการนำเข้าที่สำคัญที่สุดของประเทศ เพื่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระบบโลกาภิวัตน์ และเพื่อการกระจายความสำคัญทางด้านแหล่งงานภาคอุตสาหกรรมและการบริการออกจากกรุงเทพฯ พร้องทั้งรองรับแรงงานส่วนเกินจากภาคต่างๆ ของประเทศ และในขณะเดียวกันจะต้องจัดการพื้นที่ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาบทบาททางการเกษตรและการท่องเที่ยวทางธรรมชาติให้ยั่งยืน ด้วยบทบาทที่มีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างมาก แต่มีความขัดแย้งกันสูงในด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ จึงทำให้ภาคตะวันออกจะต้องมีแผนและนโยบายทางด้านการใช้พื้นที่อย่างจริงจังและเข้มงวดการพัฒนากลุ่มเมือง ซึ่งผังภาคตะวันออกได้เสนอให้มีการพัฒนากลุ่มเมืองหลัก เมืองรอง และเมืองพิเศษ ดังต่อไปนี้
- การพัฒนากลุ่มเมืองหลัก (เมืองฉะเชิงเทรา)
- การพัฒนากลุ่มเมืองรอง (เมืองนครนายก , เมืองปราจีนบุรี , เมืองสระแก้ว)
- การพัฒนากลุ่มเมืองที่เป็น Gateway (เมืองชายแดนอรัญประเทศ)
- การพัฒนากลุ่มเมืองศูนย์กลางระดับจังหวัด และพื้นที่ต่อเนื่อง
- การพัฒนากลุ่มเมืองพิเศษเพี่อการพัฒนาประเภทเมืองใหม่ตามนโยบายของรัฐ
- เมืองบ้านนา อ.บ้านนา จ.นครนายก
- เมืององครักษ์ อ.องครักษ์ จ.นครนายก
- เมืองฉะเชิงเทรา อ.ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา
- เมืองบางน้ำเปรี้ยว อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลจากผังนโยบายและผังกลยุทธ์ของผังภาคตะวันออก ต่อพื้นที่กลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว
1. ผังภาคตะวันออกได้ส่งเสริมให้พื้นที่อนุภาคซึ่งอยู่ตามแกนอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงระหว่างท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุดและแหลมฉบัง – สนามบินสุวรรณภูมิ – เมืองชายแดนประเทศกัมพูชา - จังหวัดสระบุรีและนครราชสีมา เป็นฐานอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยเน้นที่จังหวัดระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว ทั้งนี้จะทำให้จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสระแก้ว มีการพัฒนอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เป็นศูนย์กลางดึงดูดแรงงานและทรัพยากรเข้ามาในอนุภาค
2. แนวโน้มของการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนุภาคตามแผนของผังภาคตะวันออกจะเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรม (innovation) และจะต้องเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย ดังนั้นจึงควรศึกษาความเชื่อมโยงอุตสาหกรรมในอนุภาค กับอุตสาหกรรมประเภทปิโตรเคมี ที่มีฐานการผลิตอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก
3. ผังภาคตะวันออกยังกำหนดให้มีพัฒนาการค้าการลงทุนบริเวณเมืองชายแดน เพื่อการขยายตลาดและการลงทุนในเมืองคู่แฝด (sister cities) ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เชื่อมโยงกับเมืองปอยเปต ในประเทศกัมพูชา โดยผังได้กำหนดให้จังหวัดสระแก้วเป็นศูนย์รวมและกระจายสินค้าระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา จึงมีแนวโน้มที่จะต้องพัฒนาโครงข่ายถนน และการปรับปรุงระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยโครงข่ายจะต้องเชื่อมโยงกับแหล่งผลิตเพื่อการส่งออกที่สำคัญในอนุภาคในจังหวัดฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และปราจีนบุรี และเชื่อมโยงกับท่าเรือแหลมฉบังซึ่งเป็นท่าเรือนำเข้าและส่งออกที่สำคัญในระดับนานาชาติ
4. การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของภาคตะวันออกอย่างยั่งยืนตามแผนนโยบายของผังภาคตะวันออก จะทำให้เกิดการจัดการน้ำและประสานงานระหว่างลุ่มน้ำต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและกัมพูชา ให้เพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และอุปโภคบริโภค ดังนั้นการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่อนุภาคจีงต้องคำนึงถึงขีดความสามารถของแหล่งน้ำที่มี โดยเฉพาะแหล่งต้นน้ำใน จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี และต้องมีการกำหนดขนาดของการพัฒนาอุตสาหกรรม และประเภทอุตสาหกรรมที่แหล่งน้ำสามารถรองรับได้
5. ผังภาคตะวันออกได้ส่งเสริมให้จังหวัดระยองด้านตะวันออก จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี และสระแก้ว เป็นแหล่งผลิตผลไม้เพื่อการส่งออก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สำคัญของประเทศ ในการวางผังอนุภาคจึงควรพิจารณาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกไม้ผลเพื่อการส่งออกในพื้นที่จังหวัดดังกล่าว และการจัดตั้งศูนย์กลางการเกษตรเพื่อการส่งออกในอนุภาคเพื่อบริการและให้ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางเกษตรกรรมที่ทันสมัย
6. การผลักดันให้มีการพัฒนาศูนย์รวมกระจายสินค้าในพื้นที่ภาคตะวันออกตอนบนและ ตอนล่าง (จังหวัดฉะเชิงเทรา และจันทบุรี) และจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ของภาคตะวันออก (จังหวัดชลบุรีและปราจีนบุรี) ตลอดจนโครงการคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงกับโครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก จะช่วยส่งเสริมบทบาทใหม่เพิ่มให้กับจังหวัดฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี นอกเหนือจากการเป็นแหล่งอุตสาหกรรมเดิม การพัฒนาดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งสินค้าตามมา

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ และการจัดทำผังอนุภาคของพื้นที่ศึกษาในอนาคตทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมที่ควรนำมาพิจารณาประกอบด้วย

1 โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion)

โครงการ GMS เป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนาน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB : Asian Development Bank) เป็นผู้ให้การสนับสนุนหลัก กลุ่มประเทศ GMS เป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการมีวัตถุประสงค์โดยสรุปดังนี้

1.ส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ยกระดับการครองชีพ
2.ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน
3.ให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสการแข่งขันในเวทีการค้าโลก
สำหรับพื้นที่โครงการในประเทศไทยประกอบไปด้วย 19 จังหวัด ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด และภาคตะวันออก 2 จังหวัด ซึ่งพื้นที่โครงการในภาคตะวันออกทั้ง2 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี และ สระแก้ว เป็นจังหวัดที่อยู่ในกลุ่มอนุภาค
โครงการ GMS ประกอบไปด้วยสาขาความร่วมมือ 9 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งใน 9 สาขานี้ประกอบไปด้วยแผนงานลำดับความสำคัญสูง (Flagship Programs) จำนวน 11 แผนงาน ซึ่งแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและส่งผลต่อการพัฒนากลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และ สระแก้วได้แก่


แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

เป็น 1 ใน 3 แนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ เป็นแผนงานพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในหลากหลายด้าน (Multisectoral approach) เพื่อให้เกิดการขยายตัวในการลงทุนในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการบริการ
เส้นทางในกลุ่มแผนงานนี้คาดว่าจะมีผลต่อการพัฒนาเมืองในกลุ่มอนุภาคจังหวัดสูงที่สุด เนื่องจากเส้นทางผ่านจังหวัดในกลุ่มอนุภาคทุกจังหวัด ช่วยย่นระยะทางไปนครโฮจิมินห์ประเทศเวียดนาม จากเดิม 30 ชั่วโมงเหลือเพียง 16 ชั่วโมง และเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการถ่ายเทปัจจัยการผลิต เช่นแรงงาน วัตถุดิบการผลิต เครื่องจักรและเทคโนโลยี ตลอดจนทำให้เกิดแหล่งผลิตแห่งใหม่ เชื่อมโยงกับศูนย์กลางโลจิสติกส์ในพื้นที่อนุภาค และทำให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นตามแนวเส้นทางดังกล่าว แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนตัยังประกอบไปด้วยโครงการพัฒนาเส้นทางหลัก 3 เส้นทางได้แก่
- Central Subcorridorระยะทางรวม 1,005 ก.ม. จากกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ (ไทย)-ปอยเปต-พนมเปญ-บาเวต (กัมพูชา)-นครโฮจิมินห์-วุ่งเต่า (เวียดนาม) เส้นทางนี้คาดว่าจะส่งผลดีต่อการนำเข้าและส่งออกในจังหวัดสระแก้ว เนื่องจากเป?นเส้นทางเชื่อมโยงเมืองการค้าที่สำคัญของ 3 ประเทศ ซึ่งมีประชากรหนาแน่น และเชื่อมโยงทรัพยากรต่าง ๆ ใน3 ประเทศ
- Southern Coastal Subcorridor ระยะทางประมาณ 970 ก.ม. จาก กรุงเทพฯ-ตราด(ไทย) – เกาะกง-กำปอต (กัมพูชา)- ฮาเตียน- Ca Mau-Nam Can (เวียดนาม) เส้นทางนี้คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนุภาค เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) กับชายฝั่งกัมพูชาซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการประมง และเชื่อมโยงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม ซึ่งมีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมแปรรูป และอุตสาหกรรมเบา
- Northern Subcorridorระยะทางประมาณ 1,150 ก.ม. จากกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ (ไทย)-ปอยเปต-เสียมเรียบ – สตรึงเต็ง- รัตนคีรี- O Yadav (กัมพูชา)- Play Ku – Quy Nhom (เวียดนาม) เส้นทางนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนุภาค เนื่องจากเส้นทางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลกจากกรุงเทพ ไปนครวัด และเขาพระวิหารในกัมพูชา ผ่านที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม สู่ชายฝั่งซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของเวียดนาม คาดว่าจะทำให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม จุดแวะพักต่าง ๆ และช่วยส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายก ซึ่งมีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ซึ่งเป็นมรดกโลก


แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน (Facilitating Cross-Border Trade and Investment)
ภายใต้กรอบแผนงานนี้ ได้วางแนวทางอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ได้มีการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในประเทศ และเพื่อนบ้าน เช่น การตรวจปล่อยในบริเวณเดียวกัน (Single Window Inspection-SWI) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ด่านพรมแดนประเทศใดประเทศหนึ่ง การตรวจแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (Single Stop Inspection-SSI) โดยเจ้าหน้าที่ของประเทศที่มีพรมแดนติดกัน จะตรวจร่วมกันเพื่อให้มีการตรวจเพียงครั้งเดียว เป็นต้น
การอำนวยความสะดวกดังกล่าวน่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออกในจังหวัดสระแก้วซึ่งมีพรมแดนติดประเทศกัมพูชา เนื่องจากสามารถนำเข้าและส่งออกปริมาณสินค้าได้เป็นจำนวนมากขึ้นในแต่ละวัน ทำให้จำนวนสินค้าคงคลังน้อยลง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ และการแข่งขันในธุรกิจ ซึ่งยังเป็นแรงจูงใจกระตุ้นให้เกิดการลงทุนธุรกิจเพื่อการส่งออกในแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญในอนุภาค เช่นจังหวัดสมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา ให้มีการผลิตสินค้ามากขึ้นอีกด้วย

แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)

ปัจจุบันได้มีการริเริ่มโครงการจัดทำแผนการตลาดท่องเที่ยว Six Countries One Destination เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างประเทศในรูปแบบของ package tour โดยจะเน้นตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ 3 แนวหลัก ตลอดจนการศึกษา GMS visa เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากนอกอนุภูมิภาค GMS แผนงานนี้มีส่วนช่วยเน้นให้ความสำคัญกับเส้นทาง Northern Subcorridor ซึ่งเป็นเส้นทางย่อยของเส้นทางแนวเศรษฐกิจตอนใต้ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวมุ่งเน้นที่จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญระดับโลกของทั้ง 3 ประเทศ และผ่านพื้นที่กลุ่มจังหวัดอนุภาค ในอนาคตหากมีการส่งเสริมจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ให้มีบทบาทสำคัญเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ จะส่งผลต่อการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว และทำให้ทั้งสองจังหวัดเป็นขั้วการพัฒนาแห่งใหม่ที่มีบทบาทแตกต่างอย่างชัดเจนจากจังหวัดอื่น ๆ ในอนุภาคเดียวกัน

2 ปฏิญญาพุกาม : ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 4 ประเทศ ลุ่มน้ำอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS : Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) คือ กรอบความร่วมมือระหว่าง 5 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม (แสดงรายละเอียดดังตารางที่ 2.1.2-1) ซึ่งมีเป้าหมาย 4 ประการได้แก่
1. เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันและก่อให้เกิดความเจริญเติบโตมากขึ้น ตามแนวชายแดน
2. เพื่ออำนวยความสะดวกให้มีการเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมและการผลิตไปยังบริเวณที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
3. เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานและลดความแตกต่างของรายได้ในหมู่ประเทศทั้งสี่
4. เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงร่วมกันสำหรับทุกฝ่ายในลักษณะที่ยั่งยืน

ข้อมูลจากกองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้ระบุถึงโครงการที่ดำเนินการอยู่หลายๆ โครงการ ซึ่งโครงการที่คาดว่าน่าจะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดในกลุ่มอนุภาค ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผ่านแดน การลงทุนและการค้าชายแดน ซึ่งส่งผลดีให้กับจังหวัดสระแก้ว โครงการเหล่านี้ได้แก่
1. การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรบางรายการจากกัมพูชา สปป. ลาว และ พม่า
2. ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน โดยศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน และการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์
3. ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยการตรวจลงตราเดียว (ACMECS Single Visa)
4. ความร่วมมือด้านการเกษตร โดยมีการลงทุนทำการเกษตรแบบมีสัญญา (Contract farming) ในเขตชายแดนสนับสนุนการลงทุนในพืชเป้าหมาย 8 ชนิด โดยรัฐบาลจะยกเว้นภาษีนําเข้า (ภาษี 0 % ) ภายใต้กรอบ AISP ตลอดจนอํานวยความสะดวกการนําเข้าให้เกิดผลทางปฏิบัติ สำหรับการลงทุนมี 2 รูปแบบ คือ การลงทุนระหว่างผู้ประกอบการรายย่อยกับเกษตรกรประเทศเพื่อนบ้าน และการลงทุนระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับเกษตรกรประเทศเพื่อนบ้าน (สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี, 2550)

ยุทธศาสตร์ ACMECS ยังมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ GMS คือ แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ซึ่งมีโครงการที่สำคัญ คือ โครงการเมืองคู่แฝด โดยจะสถาปนาเมืองคู่แฝดระหว่างประเทศสมาชิก ได้แก่ มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ตราด-เกาะกง และ แม่สอด- เมียวดี โดยมีเป้าหมายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ
- การจัดตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรม เขตการผลิตร่วม
- การจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรร่วม
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
- การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว
ในอนาคตหากมีการนำแนวทางการสถาปนาเมืองคู่แฝดในอนุภาค คือ สระแก้ว – ปอยเปต ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่ผังประเทศได้นำเสนอไว้ เพื่อการจัดตั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเฉพาะการจัดตั้งเขตประกอบอุตสาหกรรมที่เน้นสินค้าการเกษตรตามความร่วมมือทางการเกษตรแบบมีสัญญา (Contract farming) และการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรร่วมกัน น่าจะเป็นการสร้างศูนย์กลางแหล่งงานแห่งใหม่ให้กับอนุภาค ช่วยลดการไหลของแรงงานที่จะเข้ามายังเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดสระแก้วยังจะมีบทบาทใหม่คือเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก

ทิศทางและบทบาทของการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นจากแผนยุทธศาสตร์ GMS และยุทธศาสตร์ ACMECS
1) ในระดับกลุ่มประเทศและระดับประเทศ
1. ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาและระดับเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่มภูมิภาค GMS และยังเป็นศูนย์กลางการสื่อสารและคมนาคม จึงน่าจะมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือ เช่น ด้านวิชาการ นโยบายการคลังในการให้สิทธิพิเศษทางภาษี (AISP) แก่ประเทศในกลุ่มเป็นสิ่งที่สนับสนุนและส่งเสริมให้การค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคขยายตัวมากขึ้น
2. ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคม โดยเป็นจุดตัดของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) และเส้นทางเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในระดับนานาชาติ นอกจากนี้เส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ยังมาบรรจบกับเส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) ทั้ง 3 เส้นทางย่อยที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งภาครัฐได้ส่งเสริมให้ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินระดับเอเชียอาคเนย์
3. โครงการความร่วมมือทั้งในด้านการก่อสร้าง และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมขนส่งในกลุ่มประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน การส่งเสริมการลงทุนทางการเกษตรแบบ contract farming และการให้สิทธิพิเศษในการทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศกัมพูชา สปป. ลาว และ พม่า มีแนวโน้มทำให้เกิดแหล่งผลิตและการลงทุนแห่งใหม่ โดยเฉพาะเขตชายแดนของฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 3 ซึ่งประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์ในด้านการประหยัดต้นทุนด้านแรงงานและวัตถุดิบ โดยจังหวัดในประเทศไทยที่เป็นจุดผ่านแดน มีโอกาสที่จะเกิดการพัฒนาเชื่อมโยงกับฝั่งของประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาจจะเป็นในลักษณะของเมืองคู่แฝด
4. เกิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ซึ่งย่นระยะเวลาเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม และการบริการ จุดแวะพักต่างๆ ในจังหวัดที่แนวเส้นทางผ่าน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามหรือมีมรดกทางวัฒนธรรม

2) ในระดับอนุภาคกลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว
เส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) คาดว่าจะมีบทบาทต่อการพัฒนากลุ่มจังหวัดในอนุภาคมากที่สุด เนื่องจากเส้นทางย่อย (Subcorridor) ผ่านทุกจังหวัดในกลุ่มอนุภาค โดยแนวโน้มการพัฒนาที่เป็นไปได้หากมีการส่งเสริม คือ
1. การพัฒนาเมืองชายแดน อำเภออรัญประเทศ สระแก้ว จากการส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศกัมพูชา และการส่งเสริมการเกษตรแบบ Contract farming ดังที่กล่าวในข้างต้น มีความเป็นไปได้ที่จะดึงดูดให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรทั้ง 10 ประเภท และสินค้านำเข้า-ส่งออกทั้งในฝั่งประเทศไทยและฝั่งกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดการดึงดูดแรงงานเข้ามาในพื้นที่ เกิดกระบวนการตั้งถิ่นฐาน ระดับการเป็นเมืองมากขึ้น
2. การพัฒนาเมืองศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับกลุ่มจังหวัด ซึ่งเมืองที่มีความเป็นไปได้คือเมืองที่เป็นชุมทางของเส้นทางคมนาคมหลากหลาย เชื่อมโยงแหล่งผลิตและวัตถุดิบในกลุ่มอนุภาคอยู่ไม่ไกลจากแหล่งผลิต เช่น อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี
3. การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ ซึ่งเมืองที่มีความเป็นไปได้คือเมืองที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงามในระดับสากล เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกโลก มีพื้นที่คาบเกี่ยวสองจังหวัดคือ ปราจีนบุรี และนครนายก ทั้งสองจังหวัดมีศักยภาพที่จะพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยวร่วมกัน
3 นโยบายส่งเสริมการลงทุนในประเทศกัมพูชา

ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่มีบทบาทกับอนุภาคนี้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดกับจังหวัดสระแก้ว ซึ่งจากความร่วมมือระหว่างประเทศ GMS และ ACMECS ดังที่กล่าวไปแล้ว และการสนับสนุนของรัฐบาลกัมพูชาเองที่จะส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศกัมพูชา จึงมีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะสามารถขยายฐานการผลิตไปยังประเทศกัมพูชา แต่ยังมีคามเชื่อมโยงการผลิตกับจังหวัดในอนุภาค เช่นสระแก้ว เนื่องจากยุทธศาสตร์ ACMECS ได้ส่งเสริมให้มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมชายแดน และการลงทุนร่วมกันในการทำการเกษตรแบบมีสัญญา
รัฐบาลกัมพูชาได้ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุน พ . ศ . 2537 ( แก้ไขเพิ่มเติม พ . ศ 2546) ให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนว่าจะได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินในทุก ๆ ด้าน (ยกเว้น กรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งกฎหมายสงวนไว้สำหรับบุคคลในชาติ) โดยเฉพาะการให้การอำนวยความสะดวกและการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่โครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตลอดจนการอนุญาตให้นักลงทุนโอนเงินตราต่างประเทศได้อย่างเสรี สิทธิประโยชน์ที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปแต่ละโครงการ เช่นสิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกเว้นอากรการนำเข้าเครื่องจักร และอุปกรณ์ เป็นต้น สำหรับประเภทอุตสาหกรรมที่รัฐบาลกัมพูชาให้การส่งเสริม ตามกฎหมายการลงทุนได้ระบุประเภทของอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้แก่
-อุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เทคโนโลยี -การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค
-อุตสาหกรรมที่มีการจ้างงาน -อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว
-อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมที่พัฒนาและปกป้องสิ่งแวดล้อม
-อุตสาหกรรมการเกษตร -อุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมการลงทุน

นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชายังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งมีพรมแดนติดกับ ตำบลป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้วของไทย โดยรัฐบาลกัมพูชา ได้เสนอสิทธิพิเศษด้านการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในหัวข้อโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ทิศทาง และบทบาทของการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนในประเทศกัมพูชา

1. ระดับประเทศ )
1. นโยบายส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชาส่งผลดีและผลเสียต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย ผลดีก็คือประเทศไทยจะมีฐานการผลิตแห่งใหม่ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าในประเทศ เนื่องจากค่าจ้างแรงงาน ที่ดิน และการก่อสร้างโรงงานต่ำกว่าในประเทศไทย ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้รับประโยชน์จากการลดจำนวนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจากประเทศกัมพูชา ซึ่งเข้ามาใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในประเทศไทย
2) การลงทุนที่มีแนวโน้มการลงทุนจากประเทศไทยสูง คืออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก การผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เนื่องจากประเทศไทยมีความชำนาญและเทคโนโลยีสูงกว่า และยังได้ประโยชน์จากการที่ประเทศกัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษ GSP จากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นฯลฯ และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชากับองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้สินค้ากัมพูชาได้รับการลดหย่อนและยกเว้นภาษีนำเข้าจากประเทศดังกล่าว
3) ประเทศไทยสามารถพึ่งพาทรัพยากรของประเทศกัมพูชาได้ โดยเฉพาะน้ำมันหากมีการขุดเจาะสำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานได้
4) สำหรับข้อเสียของการลงทุนในประเทศกัมพูชานั้น หากในอนาคตประเทศกัมพูชาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าไปลงทุนรวมทั้งจากประเทศไทย จะทำให้ผู้ประกอบการในกัมพูชาสามารถผลิตสินค้าได้เอง ในขณะที่กัมพูชามีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าประเทศไทย สามารถส่งออกสินค้าได้ในราคาถูกกว่า

2. ระดับอนุภาคกลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว

1) จากยุทธศาสตร์ความร่วมมือ GMS และ ACMECS ซึ่งส่งเสริมให้มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมชายแดน ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาส่งเสริมให้มีการลงทุนจากไทยในประเทศกัมพูชา ซึ่งในขณะนี้ได้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปตโอเนียงในฝั่งตรงข้ามกับอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วแล้ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรีบส่งเสริมการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในสระแก้วในรูปแบบของการพัฒนาร่วมกับกัมพูชา
2) การให้สิทธิพิเศษการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์นำเข้า จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์เพื่อการส่งออกไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตต่อไปในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นฐานการผลิตเดิมอย่างฉะเชิงเทรา สามารถมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องจักรกลเพื่อการส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา หากมีการส่งเสริมในอนาคต
3) จังหวัดในอนุภาคน่าจะใช้ความได้เปรียบจากทรัพยากรในประเทศกัมพูชา เนื่องจากมีการเข้าถึงได้สะดวกกว่ากลุ่มจังหวัดอื่น ๆ โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานทางเลือกจากมันสำปะหลัง สบู่ดำ การผลิตเอธานอล และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่ขุดเจาะได้ในกัมพูชา โดยจังหวัดในอนุภาคมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านพลังงาน เช่นฉะเชิงเทราซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านพลังงาน