วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศ

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ และการจัดทำผังอนุภาคของพื้นที่ศึกษาในอนาคตทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมที่ควรนำมาพิจารณาประกอบด้วย

1 โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion)

โครงการ GMS เป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนาน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB : Asian Development Bank) เป็นผู้ให้การสนับสนุนหลัก กลุ่มประเทศ GMS เป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงการมีวัตถุประสงค์โดยสรุปดังนี้

1.ส่งเสริมการขยายตัวด้านอุตสาหกรรม การเกษตร การค้า การลงทุนและบริการ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน ยกระดับการครองชีพ
2.ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน
3.ให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
4.ช่วยเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสการแข่งขันในเวทีการค้าโลก
สำหรับพื้นที่โครงการในประเทศไทยประกอบไปด้วย 19 จังหวัด ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด และภาคตะวันออก 2 จังหวัด ซึ่งพื้นที่โครงการในภาคตะวันออกทั้ง2 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี และ สระแก้ว เป็นจังหวัดที่อยู่ในกลุ่มอนุภาค
โครงการ GMS ประกอบไปด้วยสาขาความร่วมมือ 9 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งใน 9 สาขานี้ประกอบไปด้วยแผนงานลำดับความสำคัญสูง (Flagship Programs) จำนวน 11 แผนงาน ซึ่งแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและส่งผลต่อการพัฒนากลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี และ สระแก้วได้แก่


แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

เป็น 1 ใน 3 แนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจ เป็นแผนงานพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งระหว่างประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในหลากหลายด้าน (Multisectoral approach) เพื่อให้เกิดการขยายตัวในการลงทุนในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการบริการ
เส้นทางในกลุ่มแผนงานนี้คาดว่าจะมีผลต่อการพัฒนาเมืองในกลุ่มอนุภาคจังหวัดสูงที่สุด เนื่องจากเส้นทางผ่านจังหวัดในกลุ่มอนุภาคทุกจังหวัด ช่วยย่นระยะทางไปนครโฮจิมินห์ประเทศเวียดนาม จากเดิม 30 ชั่วโมงเหลือเพียง 16 ชั่วโมง และเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการถ่ายเทปัจจัยการผลิต เช่นแรงงาน วัตถุดิบการผลิต เครื่องจักรและเทคโนโลยี ตลอดจนทำให้เกิดแหล่งผลิตแห่งใหม่ เชื่อมโยงกับศูนย์กลางโลจิสติกส์ในพื้นที่อนุภาค และทำให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยวแห่งใหม่ขึ้นตามแนวเส้นทางดังกล่าว แนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนตัยังประกอบไปด้วยโครงการพัฒนาเส้นทางหลัก 3 เส้นทางได้แก่
- Central Subcorridorระยะทางรวม 1,005 ก.ม. จากกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ (ไทย)-ปอยเปต-พนมเปญ-บาเวต (กัมพูชา)-นครโฮจิมินห์-วุ่งเต่า (เวียดนาม) เส้นทางนี้คาดว่าจะส่งผลดีต่อการนำเข้าและส่งออกในจังหวัดสระแก้ว เนื่องจากเป?นเส้นทางเชื่อมโยงเมืองการค้าที่สำคัญของ 3 ประเทศ ซึ่งมีประชากรหนาแน่น และเชื่อมโยงทรัพยากรต่าง ๆ ใน3 ประเทศ
- Southern Coastal Subcorridor ระยะทางประมาณ 970 ก.ม. จาก กรุงเทพฯ-ตราด(ไทย) – เกาะกง-กำปอต (กัมพูชา)- ฮาเตียน- Ca Mau-Nam Can (เวียดนาม) เส้นทางนี้คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนุภาค เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) กับชายฝั่งกัมพูชาซึ่งมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการประมง และเชื่อมโยงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงในเวียดนาม ซึ่งมีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรมแปรรูป และอุตสาหกรรมเบา
- Northern Subcorridorระยะทางประมาณ 1,150 ก.ม. จากกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ (ไทย)-ปอยเปต-เสียมเรียบ – สตรึงเต็ง- รัตนคีรี- O Yadav (กัมพูชา)- Play Ku – Quy Nhom (เวียดนาม) เส้นทางนี้จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนุภาค เนื่องจากเส้นทางเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลกจากกรุงเทพ ไปนครวัด และเขาพระวิหารในกัมพูชา ผ่านที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม สู่ชายฝั่งซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของเวียดนาม คาดว่าจะทำให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม จุดแวะพักต่าง ๆ และช่วยส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดปราจีนบุรีและนครนายก ซึ่งมีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ซึ่งเป็นมรดกโลก


แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน (Facilitating Cross-Border Trade and Investment)
ภายใต้กรอบแผนงานนี้ ได้วางแนวทางอำนวยความสะดวกในเรื่องต่างๆ ได้มีการทำงานร่วมกันของหน่วยงานในประเทศ และเพื่อนบ้าน เช่น การตรวจปล่อยในบริเวณเดียวกัน (Single Window Inspection-SWI) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ด่านพรมแดนประเทศใดประเทศหนึ่ง การตรวจแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (Single Stop Inspection-SSI) โดยเจ้าหน้าที่ของประเทศที่มีพรมแดนติดกัน จะตรวจร่วมกันเพื่อให้มีการตรวจเพียงครั้งเดียว เป็นต้น
การอำนวยความสะดวกดังกล่าวน่าจะเป็นผลดีต่อการส่งออกในจังหวัดสระแก้วซึ่งมีพรมแดนติดประเทศกัมพูชา เนื่องจากสามารถนำเข้าและส่งออกปริมาณสินค้าได้เป็นจำนวนมากขึ้นในแต่ละวัน ทำให้จำนวนสินค้าคงคลังน้อยลง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ และการแข่งขันในธุรกิจ ซึ่งยังเป็นแรงจูงใจกระตุ้นให้เกิดการลงทุนธุรกิจเพื่อการส่งออกในแหล่งอุตสาหกรรมที่สำคัญในอนุภาค เช่นจังหวัดสมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา ให้มีการผลิตสินค้ามากขึ้นอีกด้วย

แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)

ปัจจุบันได้มีการริเริ่มโครงการจัดทำแผนการตลาดท่องเที่ยว Six Countries One Destination เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างประเทศในรูปแบบของ package tour โดยจะเน้นตามแนวพื้นที่เศรษฐกิจ 3 แนวหลัก ตลอดจนการศึกษา GMS visa เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากนอกอนุภูมิภาค GMS แผนงานนี้มีส่วนช่วยเน้นให้ความสำคัญกับเส้นทาง Northern Subcorridor ซึ่งเป็นเส้นทางย่อยของเส้นทางแนวเศรษฐกิจตอนใต้ เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวมุ่งเน้นที่จะเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญระดับโลกของทั้ง 3 ประเทศ และผ่านพื้นที่กลุ่มจังหวัดอนุภาค ในอนาคตหากมีการส่งเสริมจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์เช่นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ให้มีบทบาทสำคัญเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติ จะส่งผลต่อการลงทุนที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว และทำให้ทั้งสองจังหวัดเป็นขั้วการพัฒนาแห่งใหม่ที่มีบทบาทแตกต่างอย่างชัดเจนจากจังหวัดอื่น ๆ ในอนุภาคเดียวกัน

2 ปฏิญญาพุกาม : ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 4 ประเทศ ลุ่มน้ำอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS : Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) คือ กรอบความร่วมมือระหว่าง 5 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม (แสดงรายละเอียดดังตารางที่ 2.1.2-1) ซึ่งมีเป้าหมาย 4 ประการได้แก่
1. เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันและก่อให้เกิดความเจริญเติบโตมากขึ้น ตามแนวชายแดน
2. เพื่ออำนวยความสะดวกให้มีการเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมและการผลิตไปยังบริเวณที่มีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ
3. เพื่อสร้างโอกาสการจ้างงานและลดความแตกต่างของรายได้ในหมู่ประเทศทั้งสี่
4. เพื่อส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงร่วมกันสำหรับทุกฝ่ายในลักษณะที่ยั่งยืน

ข้อมูลจากกองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ได้ระบุถึงโครงการที่ดำเนินการอยู่หลายๆ โครงการ ซึ่งโครงการที่คาดว่าน่าจะมีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดในกลุ่มอนุภาค ส่วนใหญ่จะเป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้า-ส่งออกสินค้าผ่านแดน การลงทุนและการค้าชายแดน ซึ่งส่งผลดีให้กับจังหวัดสระแก้ว โครงการเหล่านี้ได้แก่
1. การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน โดยการยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรบางรายการจากกัมพูชา สปป. ลาว และ พม่า
2. ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและพลังงาน โดยศึกษาความเป็นไปได้ของการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน และการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์
3. ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยการตรวจลงตราเดียว (ACMECS Single Visa)
4. ความร่วมมือด้านการเกษตร โดยมีการลงทุนทำการเกษตรแบบมีสัญญา (Contract farming) ในเขตชายแดนสนับสนุนการลงทุนในพืชเป้าหมาย 8 ชนิด โดยรัฐบาลจะยกเว้นภาษีนําเข้า (ภาษี 0 % ) ภายใต้กรอบ AISP ตลอดจนอํานวยความสะดวกการนําเข้าให้เกิดผลทางปฏิบัติ สำหรับการลงทุนมี 2 รูปแบบ คือ การลงทุนระหว่างผู้ประกอบการรายย่อยกับเกษตรกรประเทศเพื่อนบ้าน และการลงทุนระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับเกษตรกรประเทศเพื่อนบ้าน (สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี, 2550)

ยุทธศาสตร์ ACMECS ยังมีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ GMS คือ แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ซึ่งมีโครงการที่สำคัญ คือ โครงการเมืองคู่แฝด โดยจะสถาปนาเมืองคู่แฝดระหว่างประเทศสมาชิก ได้แก่ มุกดาหาร-สะหวันนะเขต ตราด-เกาะกง และ แม่สอด- เมียวดี โดยมีเป้าหมายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ
- การจัดตั้งเขตประกอบการอุตสาหกรรม เขตการผลิตร่วม
- การจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรร่วม
- การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน
- การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว
ในอนาคตหากมีการนำแนวทางการสถาปนาเมืองคู่แฝดในอนุภาค คือ สระแก้ว – ปอยเปต ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่ผังประเทศได้นำเสนอไว้ เพื่อการจัดตั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยเฉพาะการจัดตั้งเขตประกอบอุตสาหกรรมที่เน้นสินค้าการเกษตรตามความร่วมมือทางการเกษตรแบบมีสัญญา (Contract farming) และการจัดตั้งตลาดกลางสินค้าเกษตรร่วมกัน น่าจะเป็นการสร้างศูนย์กลางแหล่งงานแห่งใหม่ให้กับอนุภาค ช่วยลดการไหลของแรงงานที่จะเข้ามายังเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และจังหวัดสระแก้วยังจะมีบทบาทใหม่คือเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรกรรมเพื่อการส่งออก

ทิศทางและบทบาทของการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นจากแผนยุทธศาสตร์ GMS และยุทธศาสตร์ ACMECS
1) ในระดับกลุ่มประเทศและระดับประเทศ
1. ประเทศไทยจัดได้ว่าเป็นประเทศที่มีระดับการพัฒนาและระดับเศรษฐกิจสูงที่สุดในกลุ่มภูมิภาค GMS และยังเป็นศูนย์กลางการสื่อสารและคมนาคม จึงน่าจะมีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือ เช่น ด้านวิชาการ นโยบายการคลังในการให้สิทธิพิเศษทางภาษี (AISP) แก่ประเทศในกลุ่มเป็นสิ่งที่สนับสนุนและส่งเสริมให้การค้าและการลงทุนภายในภูมิภาคขยายตัวมากขึ้น
2. ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคม โดยเป็นจุดตัดของเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) และเส้นทางเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมบทบาทการเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ในระดับนานาชาติ นอกจากนี้เส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ยังมาบรรจบกับเส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) ทั้ง 3 เส้นทางย่อยที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งภาครัฐได้ส่งเสริมให้ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินระดับเอเชียอาคเนย์
3. โครงการความร่วมมือทั้งในด้านการก่อสร้าง และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมขนส่งในกลุ่มประเทศ ตลอดจนการส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน การส่งเสริมการลงทุนทางการเกษตรแบบ contract farming และการให้สิทธิพิเศษในการทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศกัมพูชา สปป. ลาว และ พม่า มีแนวโน้มทำให้เกิดแหล่งผลิตและการลงทุนแห่งใหม่ โดยเฉพาะเขตชายแดนของฝั่งประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 3 ซึ่งประเทศไทยน่าจะได้ประโยชน์ในด้านการประหยัดต้นทุนด้านแรงงานและวัตถุดิบ โดยจังหวัดในประเทศไทยที่เป็นจุดผ่านแดน มีโอกาสที่จะเกิดการพัฒนาเชื่อมโยงกับฝั่งของประเทศเพื่อนบ้าน โดยอาจจะเป็นในลักษณะของเมืองคู่แฝด
4. เกิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ซึ่งย่นระยะเวลาเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจการท่องเที่ยว โรงแรม และการบริการ จุดแวะพักต่างๆ ในจังหวัดที่แนวเส้นทางผ่าน และมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามหรือมีมรดกทางวัฒนธรรม

2) ในระดับอนุภาคกลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว
เส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor) คาดว่าจะมีบทบาทต่อการพัฒนากลุ่มจังหวัดในอนุภาคมากที่สุด เนื่องจากเส้นทางย่อย (Subcorridor) ผ่านทุกจังหวัดในกลุ่มอนุภาค โดยแนวโน้มการพัฒนาที่เป็นไปได้หากมีการส่งเสริม คือ
1. การพัฒนาเมืองชายแดน อำเภออรัญประเทศ สระแก้ว จากการส่งเสริมการตั้งนิคมอุตสาหกรรมบริเวณชายแดน การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศกัมพูชา และการส่งเสริมการเกษตรแบบ Contract farming ดังที่กล่าวในข้างต้น มีความเป็นไปได้ที่จะดึงดูดให้เกิดการลงทุนอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรทั้ง 10 ประเภท และสินค้านำเข้า-ส่งออกทั้งในฝั่งประเทศไทยและฝั่งกัมพูชา ซึ่งทำให้เกิดการดึงดูดแรงงานเข้ามาในพื้นที่ เกิดกระบวนการตั้งถิ่นฐาน ระดับการเป็นเมืองมากขึ้น
2. การพัฒนาเมืองศูนย์กลางโลจิสติกส์ระดับกลุ่มจังหวัด ซึ่งเมืองที่มีความเป็นไปได้คือเมืองที่เป็นชุมทางของเส้นทางคมนาคมหลากหลาย เชื่อมโยงแหล่งผลิตและวัตถุดิบในกลุ่มอนุภาคอยู่ไม่ไกลจากแหล่งผลิต เช่น อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี
3. การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจตอนใต้ ซึ่งเมืองที่มีความเป็นไปได้คือเมืองที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่สวยงามในระดับสากล เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกโลก มีพื้นที่คาบเกี่ยวสองจังหวัดคือ ปราจีนบุรี และนครนายก ทั้งสองจังหวัดมีศักยภาพที่จะพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยวร่วมกัน
3 นโยบายส่งเสริมการลงทุนในประเทศกัมพูชา

ประเทศกัมพูชาเป็นประเทศที่มีบทบาทกับอนุภาคนี้ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีอาณาเขตติดกับจังหวัดสระแก้ว ซึ่งจากความร่วมมือระหว่างประเทศ GMS และ ACMECS ดังที่กล่าวไปแล้ว และการสนับสนุนของรัฐบาลกัมพูชาเองที่จะส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศในประเทศกัมพูชา จึงมีความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะสามารถขยายฐานการผลิตไปยังประเทศกัมพูชา แต่ยังมีคามเชื่อมโยงการผลิตกับจังหวัดในอนุภาค เช่นสระแก้ว เนื่องจากยุทธศาสตร์ ACMECS ได้ส่งเสริมให้มีการตั้งนิคมอุตสาหกรรมชายแดน และการลงทุนร่วมกันในการทำการเกษตรแบบมีสัญญา
รัฐบาลกัมพูชาได้ออกกฎหมายส่งเสริมการลงทุน พ . ศ . 2537 ( แก้ไขเพิ่มเติม พ . ศ 2546) ให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนว่าจะได้รับการคุ้มครองทรัพย์สินในทุก ๆ ด้าน (ยกเว้น กรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งกฎหมายสงวนไว้สำหรับบุคคลในชาติ) โดยเฉพาะการให้การอำนวยความสะดวกและการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แก่โครงการที่ได้รับการส่งเสริม ตลอดจนการอนุญาตให้นักลงทุนโอนเงินตราต่างประเทศได้อย่างเสรี สิทธิประโยชน์ที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปแต่ละโครงการ เช่นสิทธิประโยชน์ทางภาษี การยกเว้นอากรการนำเข้าเครื่องจักร และอุปกรณ์ เป็นต้น สำหรับประเภทอุตสาหกรรมที่รัฐบาลกัมพูชาให้การส่งเสริม ตามกฎหมายการลงทุนได้ระบุประเภทของอุตสาหกรรมที่รัฐบาลให้การพิจารณาให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้แก่
-อุตสาหกรรมที่เน้นการใช้เทคโนโลยี -การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค
-อุตสาหกรรมที่มีการจ้างงาน -อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว
-อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก อุตสาหกรรมที่พัฒนาและปกป้องสิ่งแวดล้อม
-อุตสาหกรรมการเกษตร -อุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่ในเขตส่งเสริมการลงทุน

นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชายังได้ส่งเสริมให้มีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านชายแดนประเทศกัมพูชา ซึ่งมีพรมแดนติดกับ ตำบลป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้วของไทย โดยรัฐบาลกัมพูชา ได้เสนอสิทธิพิเศษด้านการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งจะกล่าวต่อไปในหัวข้อโครงการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง

ทิศทาง และบทบาทของการพัฒนาที่จะเกิดขึ้น จากนโยบายส่งเสริมการลงทุนในประเทศกัมพูชา

1. ระดับประเทศ )
1. นโยบายส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชาส่งผลดีและผลเสียต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย ผลดีก็คือประเทศไทยจะมีฐานการผลิตแห่งใหม่ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าในประเทศ เนื่องจากค่าจ้างแรงงาน ที่ดิน และการก่อสร้างโรงงานต่ำกว่าในประเทศไทย ในขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้รับประโยชน์จากการลดจำนวนแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายจากประเทศกัมพูชา ซึ่งเข้ามาใช้ประโยชน์ในสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในประเทศไทย
2) การลงทุนที่มีแนวโน้มการลงทุนจากประเทศไทยสูง คืออุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก การผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป เนื่องจากประเทศไทยมีความชำนาญและเทคโนโลยีสูงกว่า และยังได้ประโยชน์จากการที่ประเทศกัมพูชาได้รับสิทธิพิเศษ GSP จากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นฯลฯ และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชากับองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้สินค้ากัมพูชาได้รับการลดหย่อนและยกเว้นภาษีนำเข้าจากประเทศดังกล่าว
3) ประเทศไทยสามารถพึ่งพาทรัพยากรของประเทศกัมพูชาได้ โดยเฉพาะน้ำมันหากมีการขุดเจาะสำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานได้
4) สำหรับข้อเสียของการลงทุนในประเทศกัมพูชานั้น หากในอนาคตประเทศกัมพูชาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าไปลงทุนรวมทั้งจากประเทศไทย จะทำให้ผู้ประกอบการในกัมพูชาสามารถผลิตสินค้าได้เอง ในขณะที่กัมพูชามีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าประเทศไทย สามารถส่งออกสินค้าได้ในราคาถูกกว่า

2. ระดับอนุภาคกลุ่มจังหวัดสมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว

1) จากยุทธศาสตร์ความร่วมมือ GMS และ ACMECS ซึ่งส่งเสริมให้มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมชายแดน ในขณะที่รัฐบาลกัมพูชาส่งเสริมให้มีการลงทุนจากไทยในประเทศกัมพูชา ซึ่งในขณะนี้ได้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปตโอเนียงในฝั่งตรงข้ามกับอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วแล้ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องรีบส่งเสริมการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในสระแก้วในรูปแบบของการพัฒนาร่วมกับกัมพูชา
2) การให้สิทธิพิเศษการยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักร อุปกรณ์นำเข้า จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตเครื่องจักร อุปกรณ์เพื่อการส่งออกไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตต่อไปในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นฐานการผลิตเดิมอย่างฉะเชิงเทรา สามารถมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องจักรกลเพื่อการส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา หากมีการส่งเสริมในอนาคต
3) จังหวัดในอนุภาคน่าจะใช้ความได้เปรียบจากทรัพยากรในประเทศกัมพูชา เนื่องจากมีการเข้าถึงได้สะดวกกว่ากลุ่มจังหวัดอื่น ๆ โดยการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตพลังงานทางเลือกจากมันสำปะหลัง สบู่ดำ การผลิตเอธานอล และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่ขุดเจาะได้ในกัมพูชา โดยจังหวัดในอนุภาคมีบทบาทเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีด้านพลังงาน เช่นฉะเชิงเทราซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ในโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมด้านพลังงาน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น